นิด้าหวั่น กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายเสียของ! ชี้ ‘ส่วนต่าง’ ดอกเบี้ยอุปสรรคกระตุ้นเศรษฐกิจ

นิด้าหวั่น กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายเสียของ! ชี้ ‘ส่วนต่าง’ ดอกเบี้ยอุปสรรคกระตุ้นเศรษฐกิจ

นิด้าหวั่น กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายเสียของ! ชี้ ‘ส่วนต่าง’ ดอกเบี้ยอุปสรรคกระตุ้นเศรษฐกิจ

รูปข่าว : นิด้าหวั่น กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายเสียของ! ชี้ ‘ส่วนต่าง’ ดอกเบี้ยอุปสรรคกระตุ้นเศรษฐกิจ

นิด้าหวั่น กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายเสียของ!  ชี้ ‘ส่วนต่าง’ ดอกเบี้ยอุปสรรคกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการหลักสูตรMPAสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) จี้แบงก์ชาติดูแลส่วนต่าง (สเปรด) ดอกเบี้ยแบงก์พาณิชย์ ย้ำหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนการลงทุนต้องดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากแบงก์พาณิชย์ให้เหมาะสม

 รองศาสตราจารย์มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (MPA) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)ประกาศอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสแรกปี 2556 ที่มีการเติบโต 5.3%ต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ทำให้มีการประเมินว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ กนง.อาจจะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทรวมถึงยังทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการค้า การลงทุนและการส่งออกของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย 

 
รศ.มนตรี กล่าวว่า มีความเป็นห่วงว่า แม้ว่า ที่ประชุม กนง. จะตัดสินใจปรับลดนโยบายดอกเบี้ยลงมาแต่ก็อาจจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ทุกฝ่ายตั้งความหวังไว้โดยเฉพาะในส่วนของภาคการลงทุนและการส่งออก ที่เป็นฟันเฟืองของเศรษฐกิจที่อาจจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่หากธนาคารพาณิชย์ที่ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคเอกชน ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย

 ทั้งนี้ หลายครั้งที่ผ่านมาจะพบว่าภายหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติ ธนาคารพาณิชย์มักจะปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงมาในอัตราเท่ากับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายขณะที่ฝั่งดอกเบี้ยสินเชื่อเงินกู้ กลับปรับลดลงมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งทำให้ภาระต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนไม่ได้ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น 

 
“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติไม่ว่าจะเป็น 0.25% หรือ 0.50% จะไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจหากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่การค้าการลงทุนของภาคเอกชนไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาเท่ากับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายโดยมุ่งหวังแต่ผลกำไรของธนาคารมากกว่าทำให้ภาคเอกชนไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างที่ควรจะเป็น”รศ.ดร.มนตรี กล่าว และว่าเป็นเรื่องที่แบงก์ชาติต้องทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินในประเด็นดังกล่าวโดยดูแลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเงินกู้และเงินฝาก (สเปรด) ของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อเอื้อต่อการให้ภาคเอกชนลงทุน และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ 
 


กลับขึ้นด้านบน