"ดีเอสไอ"ตรวจค้น 7 จุดทั่ว"กรุงเทพฯ-ปริมณฑล"อายัดรถหรู 123 คัน

"ดีเอสไอ"ตรวจค้น 7 จุดทั่ว"กรุงเทพฯ-ปริมณฑล"อายัดรถหรู 123 คัน

"ดีเอสไอ"ตรวจค้น 7 จุดทั่ว"กรุงเทพฯ-ปริมณฑล"อายัดรถหรู 123 คัน

รูปข่าว : "ดีเอสไอ"ตรวจค้น 7 จุดทั่ว"กรุงเทพฯ-ปริมณฑล"อายัดรถหรู 123 คัน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบ 15 บริษัท ที่ขออนุญาตนำเข้ารถยนต์จดประกอบ พบโรงงานประกอบชิ้นส่วนและอู่รถยนต์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมสรรพสามิตหลายแห่ง ปิดกิจการหรือเลิกกิจการไปนานแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เป็นการตั้งอู่ประกอบรถยนต์หลอก เพื่อจะใช้เป็นช่องทางลักลอบนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ

รถยนต์หรูหลากหลายยี่ห้ออาทิ เฟอร์รารี่  เบนซ์ บีเอ็มดับบลิว นิสสันซิลเวีย เป็นส่วนหนึ่งของรายชื่อรถยนต์หรู 76 คัน ที่ขึ้นทะเบียนในชื่อของนายพันธุ์วศิน วิไลแก้ว ตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งถูกระบุว่า รถยนต์เหล่านี้ถูกประกอบชิ้นส่วนที่อู่แห่งหนึ่งภายในซอยลาดพร้าววังหิน 85
 
แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กลับพบว่าอู่ดังกล่าวได้เลิกกิจการไปตั้งแต่ปี 2554 และมีเจ้าของรายใหม่เข้ามาดำเนินกิจการแทนแล้ว สิ่งที่หลงเหลือและยืนยันได้ว่าอู่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ใช้ประกอบรถยนต์หรูถึง 76 คัน มีเพียงในอนุญาตจากกรมสรรพสามิตที่ระบุ ชื่อ นายพันธุ์วศินเท่านั้น
 
เช่นเดียวกับที่บริษัท เจดีพี ไฟเบอร์กลาสโปรดักส์ จำกัด ที่ถูกระบุว่า เป็นโรงงานประกอบรถยนต์จดประกอบอีก 1 แห่ง ซึ่งมีรถยนต์ที่ถูกจดทะเบียนในชื่อของ น.ส.นันทพร พึ่งประยูรเจ้าของบริษัทถึง 58 คัน ตั้งแต่ปี 2554 ก่อนจะหยุดกิจการไป ซึ่งในปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้ยังคงมีรถยนต์บางส่วนที่ยังซ่อมค้างอยู่ แต่แทบจะไม่เห็นร่องรอยของรถยนต์หรูที่นำเข้ามาจดประกอบแล้ว
 
สำหรับการตรวจค้นในวันนี้ (9 มิ.ย.)รวมทั้งหมด 7 จุด ทั้งในพื้นที่กรุงเทพและปริมมณฑล อายัดรถยนต์หรูไว้ตรวจสอบทั้งสิ้น 123 คัน
 
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า พรุ่งนี้ดีเอสไอ จะประชุมร่วม 6 ฝ่าย เพื่อเปิดเผยรายชื่อ เจ้าของรถยนต์จดประกอบ ที่มีกว่า 10,000 รายชื่อ ซึ่งมีทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ โดยรายชื่อทั้งหมด แบ่งเป็น 1 จำนวนตัวเลขของรถยนต์ที่มีการจดประกอบ 6,862 รายชื่อ 2. จำนวนรถที่อยู่ระหว่างการดำเนินการขอจดประกอบ รวมกว่า 3,000 รายชื่อ และสุดท้ายคือรถที่มีมูลค่าตั้งแต่ 4,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งทั้งหมดนี้ดีเอสไอจะให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบทางกายภาพอีกครั้ง และเชื่อว่าจะมีกว่าร้อยละ85 ที่ผิดกฎหมาย


กลับขึ้นด้านบน