จับตา ความโปร่งใสกรณีว่าจ้างที่ปรึกษาโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

จับตา ความโปร่งใสกรณีว่าจ้างที่ปรึกษาโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

จับตา ความโปร่งใสกรณีว่าจ้างที่ปรึกษาโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

รูปข่าว : จับตา ความโปร่งใสกรณีว่าจ้างที่ปรึกษาโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

จับตา ความโปร่งใสกรณีว่าจ้างที่ปรึกษาโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท หลังจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำในวงเงิน 350,000 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงทักท้วงจากหลายฝ่ายถึงความโปร่งใส การว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อควบคุมโครงการกำกับการทำงานของผู้ชนะการประมูล หลายฝ่ายมองว่า อาจเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลจะหยิบยกขึ้นมาเพื่อใช้อ้างถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินการ

ในส่วนของการตรวจสอบโครงการนั้น คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ไม่ได้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบโครงการ หรือตรวจสอบคุณภาพโครงการ แต่ได้เตรียมประมูลด้วยวิธีปกติ เพื่อว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาควบคุมโครงการออกแบบ และก่อสร้าง หรือ PMEC 4 กลุ่มงานหลัก และ 6 กลุ่มโครงการย่อย วงเงิน 8,703.83 ล้านบาท ซึ่งในวงเงินส่วนนี้ จะใช้ว่าจ้างสถานศึกษา ประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อกำกับการทำงานของบริษัทผู้ชนะประมูล ทั้ง 4 กลุ่มบริษัท โดยไม่จำกัดมูลค่าผลงาน และเปิดโอกาสให้บริษัทไทยและต่างชาติเข้าร่วมประมูลอย่างเต็มที่ คาดว่า จะเปิดให้รับทีโออาร์ ในอีก 45-60 วัน

 
ผศ.ฑีฆาวุฒิ พุทธภิรมย์ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินดังกล่าว อาจกลายเป็นการสร้างความชอบธรรม หรือสร้างความถูกต้องให้กับโครงการที่ข้ามขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบที่เหมาะสม เบื้องต้นได้หารือกับทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วว่า อาจจะปฏิเสธการเข้าร่วมประมูลเป็นบริษัทที่ปรึกษาโครงการ
 
สอดคล้องกับความเห็นของนายสุบิน ปิ่นขยัน ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กลุ่มเซาท์อีสท์เอเชีย ที่ปรึกษาโครงการจัดการน้ำ ที่มองว่า กบอ.ควรออกทีโออาร์ โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผู้ชนะประมูล และบริษัทที่ปรึกษา เพราะหากผู้ชนะการประมูลร่วมมือประสานผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา การตรวจสอบโครงการก็จะไม่มีผลใด ๆ
 
ก่อนหน้านี้ มีการท้วงติงถึงการดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนมีการประเมินว่า โครงการขนาดใหญ่นี้อาจต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และประชาชนจำนวนหนึ่ง ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับโครงการ โดยศาลจะมีการพิจารณาในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ โดยหากศาลมีคำสั่งระงับตามคำร้อง หมายถึงโครงการบริหารน้ำนี้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่


กลับขึ้นด้านบน