“พาณิชย์”สั่งทูตพาณิชย์มะกัน-ยุโรปจับตา “เอฟทีเอ”สหรัฐ-อียู ชี้การค้าสัดส่วนเกินครึ่งโลก

“พาณิชย์”สั่งทูตพาณิชย์มะกัน-ยุโรปจับตา “เอฟทีเอ”สหรัฐ-อียู ชี้การค้าสัดส่วนเกินครึ่งโลก

“พาณิชย์”สั่งทูตพาณิชย์มะกัน-ยุโรปจับตา “เอฟทีเอ”สหรัฐ-อียู ชี้การค้าสัดส่วนเกินครึ่งโลก

รูปข่าว : “พาณิชย์”สั่งทูตพาณิชย์มะกัน-ยุโรปจับตา “เอฟทีเอ”สหรัฐ-อียู ชี้การค้าสัดส่วนเกินครึ่งโลก

“พาณิชย์”สั่งทูตพาณิชย์มะกัน-ยุโรปจับตา “เอฟทีเอ”สหรัฐ-อียู ชี้การค้าสัดส่วนเกินครึ่งโลก มีทั้งโอกาส-ความท้าทาย พาณิชย์จัดงาน “อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้การค้าเสรีเออีซี หลังปี 2558” ที่เดียว 9 วัน ทูตฯแฟรงก์เฟิร์ตเตือนผู้ประกอบการไทยยกชั้นมาตรฐานการผลิตสูงขึ้น เพื่อรักษาตลาด และขยายฐานลูกค้า

 นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐฯและสหภาพยุโรป(อียู) เตรียมเปิดการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี(FTA)รอบแรกในเดือนกรกฏาคม 2556 ว่า อียูและสหรัฐฯถือเป็นตลาดหลักที่สำคัญของไทยมีสัดส่วนการตลาดราว 20% โดยคาดหวังว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างภูมิภาคครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั้งภูมิภาคอเมริกา และภูมิภาคยุโรปได้รวบรวมข้อมูล ประเมินโอกาส และความได้เปรียบเสียเปรียบ รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนแล้ว เนื่องจากมูลค่าการค้าและเศรษฐกิจรวมของทั้งสองมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก

“การดำเนินยุทธศาสตร์การใช้อาเซียนเป็นฐานไปสู่เวทีโลก เพื่อใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเชิงที่ตั้งของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรผู้ประกอบการและผู้บริโภคของอาเซียนเป็นฐาน นับเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องเร่งดำเนินการก้าวไปอย่างมั่งคงเข้มแข็ง ดังนั้นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะตั้งรับอย่างเดียวได้ กรมฯต้องเร่งดำเนินงานเชิงรุก และปรับเปลี่ยนแผนงานให้ทันการณ์”นางศรีรัตน์ กล่าว และว่า ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์จัดงาน “อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้การค้าเสรี AEC หลังปี 2558” ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 1 สิงหาคมนี้ รวม 9 วัน ณ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี เพื่อตอกย้ำการรับรู้และเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น 
          
ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองชาติมีความเห็นว่า แม้ข้อตกลงการค้าเสรีจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่คงไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ทั้งหมด ยังจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีก เพื่อกระตุ้นการสร้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าข้อตกลงนี้อาจจะช่วยสร้างงานถึง 2 ล้านตำแหน่ง รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มให้กับอียู 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีให้กับสหรัฐฯ โดยการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอียูอาจจะเริ่มต้นในราววันที่ 8 กรกฎาคม ทั้ง 2 ฝ่ายหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในปลายปี 2557 ก่อนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ในปลายปี 2558 
 
นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน กล่าวว่า หากข้อตกลงฯบรรลุผล ข้อตกลงนี้จะทำให้สหรัฐฯและอียู มีตัวเลือกในการค้า การลงทุนมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองภูมิภาคมีมาตรฐาน การผลิตที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตในสินค้าหลักๆ ที่ส่งไปยังประเทศทั้งสอง เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันในอนาคต รวมทั้งใช้ข้อได้เปรียบจากการรวมตัวเป็น AEC และค่าครองชีพที่ถูกกว่าในภูมิภาค เพื่อรักษาตลาด และขยายฐานลูกค้า ตามเป้าหมายทางการค้าที่ไทยมีนโยบายในการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูง  รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
 
สำหรับการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯในช่วง 4 เดือนแรก(ม.ค.-เม.ย.)ของปีนี้ มีมูลค่าการส่งออกรวม 7,383 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(218,954 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3.9 %  การนำเข้าสินค้ามีมูลค่ารวม5,056 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(152,453 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 34.2% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง  อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เป็นต้น
 
ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับอียูในช่วง 4 เดือนแรก(ม.ค.-เม.ย.)ของปีนี้ มีมูลค่าการส่งออกรวม 7,323 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(217,236 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.3 %  การนำเข้าสินค้ามีมูลค่ารวม 7,736 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(232,545 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 30.8% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น
 
 
 


กลับขึ้นด้านบน