"นรีกระจ่าง" เข้าศึกษาปริญญาโทด้านพุทธศาสตร์ - ศิลปะแห่งชีวิต

"นรีกระจ่าง" เข้าศึกษาปริญญาโทด้านพุทธศาสตร์ - ศิลปะแห่งชีวิต

"นรีกระจ่าง" เข้าศึกษาปริญญาโทด้านพุทธศาสตร์ - ศิลปะแห่งชีวิต

รูปข่าว : "นรีกระจ่าง" เข้าศึกษาปริญญาโทด้านพุทธศาสตร์ - ศิลปะแห่งชีวิต

สารพัดทุกข์ที่ถาโถม คลายได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ซึ่งนรีกระจ่าง คันธมาส ประจักษ์ด้วยตนเอง วันนี้เธอเลือกศึกษาด้านพุทธศาสตร์ และศิลปะแห่งชีวิตอย่างจริงจังในระดับปริญญาโท หวังเข้าใจหลักธรรมมากขึ้น เพื่อปรับใช้กับชีวิต

ตั้งใจฟังทุกประสบการณ์ที่เพื่อนสลับกันเล่าในคาบเรียนอานาปานสติ ครั้งนี้ นรีกระจ่าง คันธมาส ต้องใช้สมาธิมากกว่าเคย เพื่อทดสอบตัวเองว่ามีสติมากแค่ไหน จึงไม่ใช้การจดบันทึกช่วย นำทุกเรื่องที่จดจำได้สรุปเป็นการบ้านส่งอาจารย์

ทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ นรีกระจ่าง และเพื่อนๆ จะมารวมตัวที่ศาลาเล็กๆ ท่ามกลางต้นไม้ ในสาวิกาสิกขาลัย เสถียรธรรมสถาน ห้องเรียนธรรมชาติของนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาพุทธศาสตร์ และศิลปะแห่งชีวิต

นี่เป็นสัปดาห์ที่ 6 แล้ว ที่ได้กลับมาใช้ชีวิตนักศึกษาอีกครั้ง หลังจบปริญญาตรีศิลปศาสตร์ สาขาไทยคดีศึกษา จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ไม่เพียงภูมิใจที่ได้ศึกษาต่อตามฝัน ยังเป็นการเรียนในบรรยากาศที่ต่างจากห้องเรียนทั่วไป เป้าหมายที่ไม่ใช่แข่งขันเพื่อเกรดเฉี่ย แต่คือความเข้าใจในธรรมะ และนำมาใช้ในชีวิต

นรีกระจ่าง คันธมาส นักศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต สาวิกาสิกขาลัย กล่าวว่า เมื่อก่อนเราหายใจเข้า พุทโธ แล้วอะไรละ มันคืออะไร เอามาใช้ไม่เป็น คุณแม่บอกว่าทั้งอาจารย์พี่เล็กด้วย รู้สตินั่นแหละ ให้มันอยู่กับตัว พุทโธ คือการอยู่กับตัว อานิสงส์มาก เพราะเรารู้ตัว ถ้าเราไม่รู้ตัวเราจะไปทำอะไรได้ ตัวเราเองเรายังไม่รู้เลย พอเรารู้แล้ว เราก็สามารถเอาชนะใจตน รู้เขาไม่ใช่เอาเปรียบ รู้ให้เข้าใจ ช่วยอะไรได้ก็ช่วย เราช่วยตัวเองได้ระดับหนึ่งแล้ว

แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และได้ฝึกเพียงบทเรียนแรก หาก 3 สัปดาห์ที่ นรีกระจ่าง คันธมาส เข้าเรียนไม่เคยขาด บรรยากาศเงียบสงบไร้เสียงรบกวน ช่วยให้มีสมาธิอยู่กับการฝึกกำหนด และเฝ้ามองลมหายใจของตัวเองพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายปีที่นักร้องหญิงวัย 42 ปี พยายามศึกษาธรรมะด้วยตัวเอง หากบ่อยครั้งไม่เข้าใจความหมาย ยากที่จะนำมาปฏิบัติ

ขณะที่สังคมรอบตัวก็ทำให้หลงแสวงหาความสุขจากภายนอก การได้เรียนธรรมะอย่างเป็นระบบจากอาจารย์ผู้สอน ปฏิบัติอย่างถูกวิธี ทำให้ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และค้นพบว่าจะสุข หรือทุกข์อยู่ที่ตนกำหนด

นรีกระจ่าง กล่าวว่า เห็นแต่ไม่ทุกข์ ไม่ไปเล่นด้วย เมื่อก่อนอาจจะกรี๊ดวี๊ดไป แต่ว่าอาณาปานสติ เขาสกัดกั้นความหมอง ความเศร้า มันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเรารู้ตัว รู้ทุกขณะจิต แล้วมันจะเกิดเรื่องเลวร้ายได้ยังไง เราก็ดูว่าปัญหานี้แก้ได้ไหม แก้ไม่ได้วางไว้ก่อน

ไจตนย์ ศรีวังพล อาจารย์ประจำสาวิกาสิขาลัย กล่าวว่า เรียนเพื่อให้อยู่ในสังคม การปลีกวิเวกก็เป็นทางหนึ่ง แต่เราต้องอยู่ในสังคม เราสอนให้ทิ้ง เมื่อทิ้งแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไร้สาระ มันทำให้เราอยู่กับคนข้างหน้า ปัจจุบันมากขึ้น สมมติกำลังทำงานอยู่ คิดเรื่องงานอยู่ แวบไปโกรธคนโน่น ถ้าทิ้งได้เราจะมาที่งานมากขึ้น หรือการอยู่กับคนที่อารมณ์ร้อน เราก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับคนแบบนั้น

แม้อาชีพนักร้อง จะมีเวลาพักผ่อนต่างไปจากคนทั่วไป และอาจเป็นอุปสรรคต่อการเรียนอยู่บ้าง หากความต้องการเรียนรู้เพื่อเข้าใจความหมายในชีวิต ก็เป็นแรงผลักดันให้ นรีกระจ่าง คันธมาส ตั้งใจศึกษาธรรมะโดยวางเป้าหมายต่อไปในระดับปริญญาเอก

หลักสูตรปริญญาโทสำหรับการเรียนธรรมที่สาวิกาสิกขาลัย ใบปริญญาอาจเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของผู้เรียน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่นักเรียนทุกคนได้กลับมา ก็คือความเข้าใจในธรรมที่เป็นธรรมชาติ นำมาปรับใช้ในสังคมของการเป็นมนุษย์ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด


กลับขึ้นด้านบน