เครือข่ายลดการใช้สารเสพติด รวมต่อยื่นให้รัฐ ทบทวนนโยบายแก้ปัญหา"ยาเสพติด"

เครือข่ายลดการใช้สารเสพติด รวมต่อยื่นให้รัฐ ทบทวนนโยบายแก้ปัญหา"ยาเสพติด"

เครือข่ายลดการใช้สารเสพติด รวมต่อยื่นให้รัฐ ทบทวนนโยบายแก้ปัญหา"ยาเสพติด"

รูปข่าว : เครือข่ายลดการใช้สารเสพติด รวมต่อยื่นให้รัฐ ทบทวนนโยบายแก้ปัญหา"ยาเสพติด"

เครือข่ายลดการใช้สารเสพติด รวมต่อยื่นให้รัฐ ทบทวนนโยบายแก้ปัญหา วันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันต่อต้านยาเสพติด เครือข่ายคนทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด( 12 D) และภาคีพันธมิตร ยื่นข้อเรียกร้องรัฐบาลให้ทบทวนทิศทางนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด ยุติกระทำความรุนแรงกับผู้ใช้ยา

 กว่า 10 ปี แล้วที่ประเทศไทยนำโดยฝ่ายการเมืองและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประกาศสงครามกับยาเสพติดโดยหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะปลอดจากยาเสพติด ซึ่งประเทศชาติต้องสูญเสียบุคลากร เวลา งบประมาณ จำนวนมหาศาลเพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

แต่ 10 ปีที่ผ่านมาผลปรากฏว่าจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากหลักหมื่นกลายเป็น 1.2 ล้านคน ยาเสพติดยังคงมีอยู่ ที่สำคัญมียาเสพติดชนิดใหม่ๆเกิดขึ้น ราคายาเสพติดมีราคาสูงขึ้นสร้างรายได้มหาศาลและเป็นสิ่งจูงใจให้กับเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด อีกทั้งยังมีบุคลากรของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีกมากมาย กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
 
อรอุมา  เกื้อทาน ตัวแทนผู้ใช้ยา กล่าวว่า  กว่า 10 ปีแล้วที่มีการใช้การลงโทษและการใช้ความรุนแรงเพื่อที่จะแก้ปัญหากับผู้เสพในหลายรูปแบบ เช่น การใช้มาตรการทางกฎหมายในการจับกุมและคุมขัง การบังคับบำบัดและการสร้างภาพให้เกิดการรังเกียจและตีตราอันเป็นต้นเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการกระทำความรุนแรงทางเพศกับผู้หญิงที่ใช้ยาเสพติด 
 
ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้มีอำนาจในเรื่องนี้จะต้องทบทวนการบำบัดในปัจจุบัน โดยยกเลิกมาตรการบังคับบำบัด ยุติมาตรการที่ไร้ประสิทธิภาพและนำมาตรการใหม่ๆที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลมาใช้ในการแก้ปัญหา โดยการรณรงค์  สนับสนุนการไม่ลงโทษ และยุติการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหากับผู้ใช้ยา ภายใต้หลักการ ผู้ใช้ยาคือผู้ป่วย  
 
สุพจน์  ตั้งเสรีทรัพย์ มูลนิธิพีเอสไอ ประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับทุนจากกองทุนโลกเพื่อดำเนินการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีการฉีด  
 
“ปัจจุบันเราการทำงานในโครงการแชมเปี้ยน ทำให้เราเข้าถึงผู้ใช้ยาจำนวนมาก และเห็นว่าหากเขาได้รับการพัฒนาก็จะสามารถดูแลตัวเองและดูแลเพื่อนให้ปลอดภัยได้   เราจึงอยากให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีมาตรการด้านการลดอันตรายจากการใช้ยา สนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณในการดำเนินโครงการด้านการลดอันตรายจากการใช้ยาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของผู้ใช้ยา เนื่องจากนโยบายลดอันตรายจากการใช้ยา ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลสำเร็จ คุ้มค่าสำหรับดูแลแก้ไขปัญหากับผู้ใช้ยา”
 
สุภัทรา  นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อการปรับปรุงนโยบายและปฏิรูปกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดขวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของผู้ใช้ยา 
 
“ให้รัฐบาลยุติการเอาผิดทางอาญาและการลงโทษผู้ใช้ยา และต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเช่นในระหว่างรอตรวจพิสูจน์ต้องไม่นำผู้ใช้ยาไปอยู่ในเรือนจำ ให้ยุติการคุมขังโดยอ้างว่าเป็นการบำบัดรูปแบบหนึ่ง การบำบัดยาเสพติดต้องเป็นไปโดยสมัครใจ ผ่านการพิสูจน์ว่าใช้ได้ผล และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้นรัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้กับองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายผู้ใช้ยาซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยและวางแผนการดูแลแก้ไขปัญหาด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ยา”
 
ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่ายฯ จะเริ่มรวมตัวกันบริเวณหน้าทำเนียบฝั่งประตู กพ. เวลา 07.30 น. จากนั้นเวลา 10.00 น. จัดแถลงข่าวและยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการปปส.

ขอบคุณภาพจาก www.localtalk2004.com
 

 


กลับขึ้นด้านบน