รองผู้ว่าฯ กกท.แนะทางออกสมาคมฟุตบอลฯ

รองผู้ว่าฯ กกท.แนะทางออกสมาคมฟุตบอลฯ

รองผู้ว่าฯ กกท.แนะทางออกสมาคมฟุตบอลฯ

รูปข่าว : รองผู้ว่าฯ กกท.แนะทางออกสมาคมฟุตบอลฯ

รองผู้ว่าฯ กกท.แนะทางออกสมาคมฟุตบอลฯ แม้ว่าสมาคมฟุตบอลฯ และฝั่งนายอรรณพ สิงห์โตทอง จะมีจุดยืนที่ต่างกันในเรื่องสิทธิ์การเลือกตั้งของสโมสรสมาชิกที่เหลือเพียง 72 ซึ่งทางฝั่งนายอรรณพ ไม่เห็นด้วยที่สโมสรเล็กๆ จะถูกตัดสิทธิ์ ขณะที่บางสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีก และดิวิชั่น 1 บางทีมไม่ได้เป็นสโมสรสมาชิก กลับมีสิทธิ์เลือกตั้งตามธรรมนูญใหม่ของฟีฟ่า แต่หากทั้ง 2 ฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาฟุตบอลไทย ทางออกที่ดีที่สุดคือการกลับมาแก้ไขข้อบังคับของสมาคม และควรจะกลับมาพิจารณาเนื้อหาของธรรมนูญฟีฟ่าร่วมกัน เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ขณะนี้ตกที่นั่งลำบากเช่นกัน เพราะกำลังถูกกดดันให้เข้ามาดูแลปัญหาสมาคมฟุตบอลฯ แต่เนื่องจากเป็นหน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องระมัดระวังดำเนินงานตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย กกท. หรือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ขณะที่นายมนตรี ไชยพันธุ์ รองผู้ว่า กกท. ให้ข้อเสนอแนะว่าทั้ง 2 ฝ่ายควรหารือเรื่องเนื้อหาของธรรมนูญฟีฟ่าใหม่ เพราะบางประเด็นยังเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ์ของการเลือกตั้งของสโมสรสมาชิก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อการเลือกตั้ง

แม้ว่าการเจรจาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ แต่ขั้นตอนการแก้ไขข้อบังคับต่างๆ สมาคมยังยืนยันว่าทำถูกต้องโดยอาศัยมติจากที่ประชุมใหญ่ในปี 2552 ซึ่งสโมสรสมาชิกมอบอำนาจให้สภากรรมการเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด และทางด้านของนายอรรณพยังคงยืนยันเช่นกันว่าไม่รับทราบขั้นตอนการทำงานของสมาคม

ขณะที่นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทยที่อยู่ในวงการข่าวมาเกือบ 30 ปี ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนดคุณสมบัติสมาชิกที่มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรมแล้ว เพราะ 6 ทีมในไทยพรีเมียร์ลีก และ 8 ทีมในดิวิชั่น 1 ส่ง ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน รับทราบข้อบังคับ และเสียเงินสมัครเข้าร่วมการแข่งขันอย่างถูกต้อง ซึ่งตามธรรมนูญใหม่ของฟีฟ่าถือว่าทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทำทีมอย่างต่อเนื่อง 365 วันถือเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลฯ โดยปริยาย

มุมมองจากนายไพฑูรย์ ชุติมากรกุล นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯ อยากให้ทุกฝ่ายที่ต้องการพัฒนาฟุตบอลไทยพร้อมใจกันนับ 1 ใหม่เพื่อกำหนดทิศทางฟุตบอลไทย ส่วน 72 เสียงที่ฟีฟ่ากำหนดถือว่าเป็นพวกที่มีวิสัยทัศน์ซึ่งควรได้สิทธิ์ แต่สิ่งที่น่ากังวลหากคือหากทั้ง 2 ฝ่ายไม่ยอมเจรจา สมาคมฟุตบอลไทยฯ เสี่ยงที่จะถูกแบนจากฟีฟ่า เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับสมาคมมวยสากลสมัครเล่นที่ถูกแบนโดยไอบ้า ซึ่งไม่พอใจ พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ และไม่ยอมรับการเลือกตั้งสมัย พล.อ.นรินทร์ แทบประสิทธิ์ เป็นนายกสมาคม


กลับขึ้นด้านบน