คลิฟฟอร์ด ชานซ์ สำรวจพบ "การควบรวมกิจการ" ใน"ยุโรป" ดึงดูดใจบริษัทในเอเชียแปซิฟิก

คลิฟฟอร์ด ชานซ์ สำรวจพบ "การควบรวมกิจการ" ใน"ยุโรป" ดึงดูดใจบริษัทในเอเชียแปซิฟิก

คลิฟฟอร์ด ชานซ์ สำรวจพบ "การควบรวมกิจการ" ใน"ยุโรป" ดึงดูดใจบริษัทในเอเชียแปซิฟิก

รูปข่าว : คลิฟฟอร์ด ชานซ์ สำรวจพบ "การควบรวมกิจการ" ใน"ยุโรป" ดึงดูดใจบริษัทในเอเชียแปซิฟิก

คลิฟฟอร์ด ชานซ์ สำรวจพบ ผลการสำรวจเผยว่าเทคโนโลยีและแบรนด์ที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการลงทุน

 ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและปริมาณการทำธุรกรรมยังคงไม่เทียบเท่ากับในอดีต แต่ตลาดการควบรวบรวมกิจการในภูมิภาคยุโรปยังคงเป็นที่จับตามองของเหล่านักลงทุนจากเอเชียแปซิฟิก การประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ค่อนข้างต่ำประกอบกับโอกาสอันเกิดจากการที่บริษัทในยุโรปถอนการลงทุนออกจากทรัพย์สินที่ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของบริษัทแต่เป็นทรัพย์สินมีคุณภาพ ทำให้เกิดทางเลือกในการควบรวมกิจการอันน่าสนใจสำหรับผู้ซื้อที่มีความประสงค์ที่จะเข้าทำธุรกรรม

 
ข้อมูลดังกล่าวเป็นหนึ่งในสิ่งที่ได้ค้นพบจากการสำรวจทั่วโลกประจำปีล่าสุด โดยอ้างจากรายงาน การวิเคราะห์การควบรวมกิจการในภูมิภาคยุโรป: อยู่บนแนวทางสู่การฟื้นฟูหรือไม่ (European M&A: On the road to recovery?)  โดยบริษัทคลิฟฟอร์ด ชานซ์ ซึ่งเป็นรายงานผลการสำรวจการควบรวมกิจการทั่วโลกประจำปีฉบับที่สองที่สถาบันวิจัย Economist Intelligence Unit (EIU) ตัวแทนทำการสำรวจให้แก่บริษัทคลิฟฟอร์ด ชานซ์ โดย EIU ได้สำรวจความคิดเห็นจากมุมมองของผู้บริหารอาวุโสจากบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกกว่า 400 แห่งจากหลากหลายอุตสาหกรรม และพบว่าบริษัทมากกว่าครึ่งหนึ่งนั้นมีรายได้ประจำปีเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
ทำไมต้องเป็นยุโรป?
 
วิกฤตการณ์ทางการเงินในยูโรโซนและความไม่มั่นคงที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและยังไม่ได้รับการแก้ไขมีผลทำให้ความต้องการในการควบรวมกิจการในยุโรปและทั่วโลกลดลง โดยตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นถึงปริมาณการควบรวมกิจการทั่วโลกที่ต่ำที่สุดประจำไตรมาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยอ้างอิงจากเมอร์เจอร์มาร์เก็ต (Mergermarket) อย่างไรก็ตามมีเพียง 9 เปอร์เซนต์ของผู้ตอบแบบสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคิดว่ายุโรปเป็นสถานที่ที่ไม่น่าสนใจในการทำการควบรวมกิจการ
 
 ในปีที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในการได้รับความสนใจจากบริษัทเอเชีย ตามด้วยประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส* ความน่าสนใจของบริษัทใน สหราชอาณาจักรเกิดขึ้นส่วนหนึ่งจากการที่ประเทศดังกล่าวได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในยูโรโซนน้อยกว่าประเทศอื่นและถูกมองว่ามีสภาพแวดล้อมของการลงทุนที่ให้ความยอมรับแก่ต่างชาติมากกว่า อีกทั้งโดยรวมแล้วบริษัทเหล่านี้ยังมีงบดุลที่ดี จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ของ Citi บริษัทเหล่านี้จะมีรายได้มากกว่า 150 พันล้านปอนด์ (230 พันล้านดอลลาร์) ภายในสิ้นปี
 
จากผลการสำรวจพบว่า 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกคิดว่าเทคโนโลยีและความรู้เชิงปฏิบัติการถือเป็นปัจจัยหลักสำหรับการเข้าซื้อกิจการในยุโรป โดยเฉพาะประเทศเช่นเยอรมนีที่พบการทำการควบรวมกิจการรวมไปถึงการที่กลุ่มบริษัทสัญชาติเกาหลีอย่างฮันวา (Hanwha) ซื้อผู้ผลิตเซลล์สุริยะ คิว-เซลล์ และการที่บริษัทซานยิ (SANY Heavy industry) เข้าซื้อบริษัทพุตซ์ไมสเตอร์ (Putzmeister) ผู้ผลิตรถปั๊มคอนกรีตชั้นนำ
 
28.7% คิดว่าการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อยู่กลุ่มตลาดอิ่มตัว อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังมองหาตลาดในต่างประเทศสำหรับขยายธุรกิจในอนาคตเนื่องจากมีโอกาสเติบโตภายในประเทศที่จำกัด
 
ผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกกว่า 26.2% คิดว่าการที่แบรนด์มีชื่อเสียงที่เข้มแข็งเป็นเรื่องที่สำคัญและยังเป็นกลยุทธ์ของบริษัทจีนที่ใช้ในมองหาลู่ทางขยายธุรกิจ “การออกไปหาตลาดในต่างประเทศเป็นสิ่งที่บริษัทจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ เติบโต และพัฒนาความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเพื่อที่จะยกระดับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) หนทางที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดในการขยายธุรกิจ คือการใช้ทรัพยากรของบริษัทต่างชาติก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะการจัดการเชิงกลยุทธ์ แบรนด์และการเข้าถึงตลาด” นายหลิง โฮ หุ้นส่วนของคลิฟฟอร์ด ชานซ์ ที่ทำงานในแผนกทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเทศฮ่องกง กล่าว
 
การประเมินมูลค่าอันน่าสนใจก่อให้เกิดโอกาสที่ดีใน ‘การต่อรอง’
 
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรปทุกวันนี้กำลังเปิดโอกาสให้กับนักลงทุนที่กล้าเสี่ยงที่จะได้สินทรัพย์ในมูลค่าที่น่าดึงดูด ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกประมาณ 43%คิดว่าความท้าทายจากสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจกำลังเพิ่มแรงจูงใจในการทำการควบรวมกิจการในภูมิภาคยุโรป
 
นอกจากนี้ 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิก เห็นว่าการประเมินค่าของทรัพย์สินในยุโรปนั้นถ้าไม่ประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงก็ประเมินได้อย่างถูกต้อง และอีก 71.3% คาดว่าการประเมินค่าของทรัพย์สินจะยังคงเท่าเดิมหรืออาจลดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่าอาจเห็นนักลงทุนเอเชียฉวยโอกาสเข้าทำการควบรวมกิจการในยุโรปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
 
เงินสดคล่องตัวแต่ยังคงรอดูท่าทีเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ 
 
บริษัทในเอเชียแปซิฟิกโดยรวมมีงบดุลที่ดี โดยผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีน 87.1% และผู้ตอบแบบสอบถามชาวญี่ปุ่น 80% ชอบใช้เงินสดสำรองเพื่อที่จะทำการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ ถึงแม้ว่าจะมีแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งและทัศนคติต่อการลงทุนเชิงบวก ปริมาณการทำธุรกรรมการเข้าซื้อและควบรวมกิจการในยุโรปยังไม่ได้เกิดขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ โดยบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังรอดูแนวโน้มทางธุรกิจอยู่ 
 
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินยังถือเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดที่จะส่งผลกระทบต่อการควบรวมกิจการในภูมิภาคยุโรป โดยคิดเป็น 41.8%ของผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามมาด้วยปัจจัยด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าแรงและภาษี (35.2%) และปัจจัยความเสี่ยงด้านชื่อเสียงคิดเป็น 30.3%
 
จากการที่ปริมาณของการควบรวมกิจการลดลงอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้สนใจเข้าร่วมตลาดยังคงเห็นว่าความเสี่ยงที่ได้จากการควบรวมกิจการในภูมิภาคยุโรปนั้นยังคงมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้กลับมา
 
oายโรเจอร์ เดนนี่ หัวหน้าฝ่ายการเข้าซื้อและควบรวมกิจการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า แม้ผลการสำรวจจะพบว่าบริษัทเอเชียมุ่งเน้นไปที่การเข้าซื้อกิจการภายในภูมิภาคมากกว่า แต่ภูมิภาคยุโรปยังมีความน่าดึงดูดและโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับบริษัทของเอเชียแปซิฟิกเพื่อพัฒนาธุรกิจของพวกเขาอยู่ เราคาดว่าการเติบโตด้านการลงทุนนอกภูมิภาคเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและยุโรปจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตนี้
 
 
ทั้งนี้  ใน 6 เดือนของปี พ.ศ. 2556 EIU ทำการสำรวจทั่วโลกในนามของบริษัทคลิฟฟอร์ด ชานซ์ เพื่อสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการควบรวมกิจการในภูมิภาคยุโรป EIU สำรวจความดึงดูดใจของทรัพย์สินในภูมิภาคยุโรปสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลก และยังสามารถระบุถึงปัจจัยหลักด้านความเสี่ยงและโอกาสสำหรับบริษัทที่ตัดสินใจจะเข้าทำการควบรวมกิจการในภูมิภาคยุโรป ทั้งนี้ EIU ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 370 ราย ซึ่งทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องหรือคุ้นเคยกับกลยุทธ์ทางด้านการควบรวมกิจการของบริษัทและยังเป็นตัวแทนของบริษัทที่มีแผนหรือกำลังวางแผนทำข้อตกลงควบรวมกิจการระหว่างประเทศที่มาจากหลากหลายอุตสาหกรรมและภูมิภาคกัน ประมาณ 2 ใน5 มีฐานประจำอยู่ที่ยุโรป หนึ่งในสามประจำอยู่ที่เอเชียแปซิฟิก หนึ่งในห้ามาจากอเมริกาเหนือ และส่วนหนึ่งมาจากตะวันกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มบริษัทตัวอย่างมีรายได้ประจำปีมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีกส่วนมีรายได้ประจำปีระหว่าง 500 – 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อที่จะทำให้การสำรวจนี้สมบูรณ์แบบ EIU ยังรวบรวมซีรี่ย์การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารธุรกิจระดับอาวุโส รวมถึงผู้เชี่ยวชาญไว้อีกด้วย
 
คลิฟฟอร์ด ชานซ์ เป็นหนึ่งในบริษัทกฎหมายมีสำนักงานทั้งสิ้นกว่า 35 แห่งใน 25 ประเทศ ประกอบด้วยที่ปรึกษากว่า 3,400 ราย ปฏิบัติการทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีสำนักงานประจำกรุงเทพฯ ฮ่องกง เพิร์ธ กรุงโซล นครเซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ นครซิดนีย์ และมหานครโตเกียว อีกทั้งทนายกว่า 400 รายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยคลิฟฟอร์ด ชานซ์ถือเป็นหนึ่งในบริษัทสากลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้และมีชื่อเสียงในฐานะผู้นำทางธุรกิจอีกด้วย 
 


กลับขึ้นด้านบน