เกาะกระแส "สามดี" ที่กำลังซบเซาในสหรัฐฯ-อังกฤษ

เกาะกระแส "สามดี" ที่กำลังซบเซาในสหรัฐฯ-อังกฤษ

เกาะกระแส "สามดี" ที่กำลังซบเซาในสหรัฐฯ-อังกฤษ

รูปข่าว : เกาะกระแส "สามดี" ที่กำลังซบเซาในสหรัฐฯ-อังกฤษ

เกาะกระแส หลังสร้างความคึกคักให้กับวงการภาพยนตร์มาไม่ถึง 4 ปี ตอนนี้ความนิยมในการชมหนังในแบบ 3 มิติกำลังซบเซาอย่างต่อเนื่องในสหรัฐฯ และอังกฤษ เนื่องจากขาดแคลนผลงานคุณภาพและผู้ชมเริ่มมองว่าเป็นเพียงหนทางค้ากำไรเพิ่มขึ้นของผู้สร้างภาพยนต์เท่านั้น

แม้จะเปิดตัวด้วยตำแหน่งแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศที่อังกฤษ แต่ Dredd หนังซูเปอร์ฮีโร่ปี 2012 ก็ประสบความล้มเหลวทางรายได้ เนื่องจากผู้สร้างเลือกจะฉายแต่เวอร์ชัน 3มิติเท่านั้น ไม่ต่างจากกรณีของ Prometheus ภาพยนตร์ไซไฟของ ริดลีย์ สก็อต ที่เกือบขาดทุนในสหรัฐฯ เพราะผู้สร้างเน้นฉายแบบ 3 มิติเช่นกัน และมีโรงฉายแบบธรรมดาให้ผู้ชมได้เลือกไม่ถึงร้อยละ 30 จากทั้งหมด

 
ระบบการฉายแบบ 3 มิติเคยเป็นความหวังในการดึงผู้ชมกลับเข้าโรงหนัง โดยในปี 2010รายได้ 1 ใน 5 ของยอดขายตั๋วทั้งหมดมาจากโรง 3 มิติ แต่ 2 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางกับการสร้างโรงหนัง 3 มิติที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ในเวลา 3 ปีหรือ 45,000 จอทั่วโลก
 
เจมส์ คาเมรอน ผู้ปลุกกระแสหนัง 3 มิติจากความสำเร็จของ Avatar  ชี้ว่าปัจจัยที่ทำให้หนัง 3Dเสื่อมความนิยม มาจากค่ายหนังมากมายคิดหากำไรด้วยการทำหนังคุณภาพต่ำที่ไม่ได้ถ่ายทำด้วยกล้อง3D โดยเฉพาะ แล้วมาเปลี่ยนเป็น 3 มิติแบบง่ายๆ ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น ซึ่งเป็นการลดคุณค่าของรูปแบบการฉายแบบ 3 มิติให้ถอยหลังไปเหมือนกับหนัง 3 มิติในยุค 70 และ 80 ในช่วงที่ความคิดสร้างสรรค์ในวงการภาพยนตร์ตกต่ำถึงขีดสุด จนต้องพึงพาเทคโนโลยี 3 มิติเป็นหนทางสุดท้ายในการดึงดูดผู้ชม สอดคล้องกับความเห็นของผู้กำกับอื่นๆ ที่ต่อต้านวิธีการนี้ ทั้ง คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้ปฎิเสธการนำ Inception หนังดังมาฉายอีกครั้งในแบบ 3D และ เจ.เจ. อับบรามส์ ก็เผยว่าการนำ Star Trek Into Darkness ออกฉายแบบ 3 มิติเป็นความต้องการของค่ายหนังที่หวังเฉพาะรายได้เท่านั้น
 
ความนิยมของ 3D ยังถดถอยในวงการโทรทัศน์ โดยสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษ ซึ่งทดลองถ่ายทอดระบบ 3 มิติในรายการสำคัญตั้งแต่ปี 2011 ประกาศเลื่อนแผนการออกอากาศแบบ 3 มิติอย่างไม่มีกำหนด หลังยอดผู้ชมแบบ 3 มิติช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมามีเพียงร้อยละ 5 โดยเดือนที่แล้วESPN สถานีโทรทัศน์กีฬาชั้นนำได้ยุบช่อง 3 มิติของตน หลังไม่ประความสำเร็จในการออกอากาศ เมื่อสถิติชี้ว่าในสหรัฐฯ มีผู้ชมรายการโทรทัศน์แบบ 3 มิติเพียงแสนสองหมื่นคนเท่านั้น
 
อุปสรรคของรายการโทรทัศน์ 3 มิติคือปัจจัยด้านราคาของเครื่องรับโทรทัศน์, รายการที่ไม่เพียงพอ และความไม่สะดวกสบายจากการสวมแว่นตลอดเวลา ขณะที่ Fitch Ratings บริษัทวัดเรตติ้งซึ่งประเมินว่าจำนวนผู้ชมหนัง 3 มิติจะลดลงในปี 2013 นี้ โดยชี้ว่าการทำกำไรจากตั๋วหนังที่เพิ่มราคาเพราะฉายในแบบ 3 มิติ กำลังทำลายจุดขายของภาพยนตร์ในฐานะสื่อบันเทิงราคาย่อมเยาว์สำหรับทุกคนในครอบครัว และทำให้ผู้คนหันหลังให้กับโรงหนังและไปดูภาพยนตร์ด้วยวิธีอื่นแทนในอนาคต


แท็ก

กลับขึ้นด้านบน