สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจ่อฟ้องศาล หากรัฐไม่เอาผิดผู้ทำ "น้ำมันรั่ว"

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจ่อฟ้องศาล หากรัฐไม่เอาผิดผู้ทำ "น้ำมันรั่ว"

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจ่อฟ้องศาล หากรัฐไม่เอาผิดผู้ทำ "น้ำมันรั่ว"

รูปข่าว : สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจ่อฟ้องศาล หากรัฐไม่เอาผิดผู้ทำ "น้ำมันรั่ว"

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจ่อฟ้องศาล หากรัฐไม่เอาผิดผู้ทำ นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมยื่นฟ้องศาล หากหน่วยงานรัฐเพิกเฉยต่อการเอาผิดผู้ทำน้ำมันดิบรั่วในทะเล จ.ระยอง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสิงคโปร์ เดินทางเข้ากำจัดคราบน้ำมัน โดยสามารถควบคุมการแพร่กระจายของคราบน้ำมันได้ในวงจำกัดและคาดว่าจะจัดเก็บคราบน้ำมันได้หมดก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าฝั่ง

ความคืบหน้าการขจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหลในทะเลห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุด จ.ระยอง ประมาณ 20 กิโลเมตร เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์ว่า นอกจากเรือพ่นน้ำยาสลายคราบน้ำมันดำเนินการบนผิวน้ำแล้วผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดคราบน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินการกำจัดคราบน้ำมันด้วยวิธีการโปรยสารเคมี เชลส์ ซีลีคอน ทางอากาศซึ่งจะทำให้คราบน้ำแตกตัว และย่อยสลายได้เร็วขึ้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเนื่องจากต้องใช้แสงแดดเป็นตัวช่วยเร่งย่อยสลายคราบน้ำมัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เริ่มลงมือกำจัดคราบน้ำมันที่เหลือแล้วท่ามกลางสภาพอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน

 
ส่วนความพยายามในการควบคุมและกำจัดคราบน้ำมันพบว่า กลุ่มคราบน้ำมันบางส่วน ได้เคลื่อนมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากฝั่งจังหวัดระยองประมาณ 2 กิโลเมตร มุ่งหน้าไปทางหาดแม่รำพึงและเขาแหลมหญ้า ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดระยองได้สั่งการด่วนไปยัง กลุ่ม บริษัท ปตท. ให้เร่งนำทุ่นไปทำการสกัดกั้นคราบน้ำมันเป็นการด่วนก่อนที่กลุ่มคราบน้ำมัน จะขึ้นฝั่งและส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว
 
ขณะที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดระยอง ตั้งแต่อ.บ้านฉาง ถึงหาดแม่รำพึง เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมได้ตั้งจุดตรวจสอบตลอดแนวชายหาด เพื่อติดตามตรวจสอบ และวิเคราะห์น้ำทะเลให้บริเวณจุดเกิดเหตุว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลหรือไม่ แต่ยังไม่พบคราบน้ำมันบริเวณชายฝั่ง
 
ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส. จังหวัดระยอง ร่วมกับ ชาวประมงเรือเล็กได้ออกมาเรียกร้อง ให้บริษัท พีทีที โกลบอลออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นห่วงว่าคราบน้ำมันจะทำลายระบบนิเวศน์ทางทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งทำมาหากินของชาวประมง ซึ่งทางบริษัทต้นเหตุต้องรับผิดชอบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ ควรมีการจัดตั้งกองทุน เพื่อดูผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับจังหวัดระยองโดยเฉพาะด้วย
 
โดยชาวประมงเรือเล็กประมงพื้นบ้านจะมีการรวมตัวประชุมหารือ หากพบว่า มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวประมง ก็เตรียมเข้าแจ้งความเอาผิดกับบริษัทต้นเหตุ
 
ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต่ายสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมเชื้อเพลิงพลังงาน, กรมประมง ตลอดจน กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากบริษัท พีทีที จีซี แทนประชาชน ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยทันที ตามพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม ปี 2535 มาตรา 96 และ มาตรา 97 โดยนำเงินชดเชยดังกล่าวไปตั้งกองทุนเยียวยาผู้อาจได้รับผลกระทบ
 
หากหน่วยงานดังกล่าว เพิกเฉย  สมาคมฯ ก็พร้อมยื่นฟ้องศาล เพื่อให้หน่วยงานรัฐดำเนินการ และเอาผิดทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ทั้งนี้้ คาดว่า เหตุท่อส่งน้ำมันดิบขนาด 16 นิ้ว รั่ว ทำให้น้ำมันดิบไหลทะลักออกสู่ทะเลประมาณ 50 - 70 ตัน หรือ กว่า 5 หมื่นลิตร
 
ขณะที่จากสถิติกรมเจ้าท่า ระหว่างปี พ.ศ. 2540- 2553 พบการรั่วไหลของน้ำมันในปริมาณมากกว่า 20,000 ลิตรขึ้นไป ทั้งสิ้น 9 ครั้งพบเกิดในทะเลและชายฝั่งท่าเทียบเรือ บริเวณจ.ชลบุรี ระยอง และ สมุทรปราการ 8 ครั้ง และสาเหตุส่วนใหญ่เป็นการรั่วไหลระหว่างการขนถ่ายบริเวณท่าเทียบเรือ และจากอุบัติเหตุเช่น คลื่นลมแรง


กลับขึ้นด้านบน