กต.สั่งดำเนินคดีลูกจ้างท้องถิ่น 5 คน กรณี แผ่นแปะวีซ่าของไทยหาย 300 แผ่น

กต.สั่งดำเนินคดีลูกจ้างท้องถิ่น 5 คน กรณี แผ่นแปะวีซ่าของไทยหาย 300 แผ่น

กต.สั่งดำเนินคดีลูกจ้างท้องถิ่น 5 คน กรณี แผ่นแปะวีซ่าของไทยหาย 300 แผ่น

รูปข่าว : กต.สั่งดำเนินคดีลูกจ้างท้องถิ่น 5 คน กรณี แผ่นแปะวีซ่าของไทยหาย 300 แผ่น

กต.สั่งดำเนินคดีลูกจ้างท้องถิ่น 5 คน กรณี แผ่นแปะวีซ่าของไทยหาย 300 แผ่น กรณีที่แผ่นปะตรวจลงตรา หรือ สติ๊กเกอร์วีซ่าของไทย 300 แผ่น หายไปจากสถานทูตไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์ตั้งแต่เดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศ สั่งดำเนินคดีลูกจ้างท้องถิ่น 5 คน ที่คาดว่ามีส่วนรู้เห็น นำสติ๊กเกอร์วีซ่าของไทยออกขายให้บุคคลภายนอกแล้ว

นายจักรกฤษณ์ ศรีวลี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่แผ่นปะตรวจลงตรา หรือ สติ๊กเกอร์ วีซ่า จำนวน 300 แผ่น ที่หายไปจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่ากระทรวงการต่างประเทศดำเนินการสอบสวนมาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากด่านตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหารพบว่านายซามัวร์ นชา เอคเวล ชาวคาเมอรูน ได้รับสติ๊กเกอร์วีซ่าจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่ไม่มีตราประทับออกจากประเทศไทย และเข้ามาเลเซียในหนังสือเดินทาง
 
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ระหว่างเดือน กันยายน 2555-กรกฏาคม 2556 มีสติ๊กเกอร์ วีซ่า จำนวน 300แผ่น ถูกนำออกไปโดยมิชอบ และไม่ผ่านขั้นตอนอย่างถูกต้อง อีกทั้งมีการดัดแปลง, แก้ไขข้อมูล, ปลอมแปลงลายเซ็น และใช้ตราครุฑประทับปลอมเพื่อปกปิดไม่ให้พบพิรุธคาดว่าน่าจะทำเป็นกระบวนการ ซึ่งอาจมีทั้งลูกจ้างท้องถิ่น และบุคคลภายนอกที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้รับจ้างปลอมแปลงเอกสารและส่งมอบให้ผู้ขอรับบริการในไทย
 
ขณะนี้ทางกระทรวงกำลังสอบสวนลูกจ้างท้องถิ่นที่ทำงานแผนกตรวจลงตรา 5 คน ว่ามีการทำเป็นขบวนการหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศร่วมเกี่ยวข้องด้วย ก็จะดำเนินการเอาผิดทางวินัย ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวทำให้กระทบต่อความมั่นคงของไทย
 
กระทรวงการต่างประเทศพบความผิดปกติของการใช้ดวงตราวีซ่าดังกล่าว จำนวน 259 ราย แบ่งเป็นคนที่ใช้เดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว แต่ยังไม่เดินทางออกจำนวน55 คน คนที่เดินทางเข้ามาในไทย และออกนอกไปแล้ว 49 คน ส่วนที่เหลือเป็นการพบจากการตรวจสอบของสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศต่างๆ โดยผู้ที่นำสติ๊กเกอร์ วีซ่า ดังกล่าวไปใช้ ส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกา ชาวเอเชียใต้ และเอเชียกลาง
 
ด้านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยขณะนี้ สามารถตรวจจับบุคคลที่ใช้สติ๊กเกอร์วีซ่านี้แล้ว 9 คน และมีคำสั่งให้เฝ้าระวังทุกด่าน เพราะจากการตรวจสอบพบว่าผู้ที่ครอบครองวีซ่าเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวไนจีเรีย, อินเดีย, อิหร่าน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดข้ามชาติ โดยหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ที่ใช้ดวงตราวีซ่าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะใช้ดุลยพินิจตามกฎหมาย ผลักดันออกนอกประเทศ และพิจารณาให้เป็นรายชื่อบุคคลต้องห้ามต่อไป พร้อมทั้งแจ้งให้สำนักตรวจคนเข้าเมืองยกเลิกสติ๊กเกอร์วีซ่าที่มีหมายเลขที่หายไป
 
ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กำชับว่าให้เร่งนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ และหาแนวทางป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกเช่น การเก็บดวงตราไว้ในตู้เซฟ และติดตั้งกล้องวงจรปิด
 
เหตุการณ์นี้ เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นหลังจากเปลี่ยนมาใช้ระบบดวงตราวีซ่าแล้วกว่า 10 ปี และเชื่อว่าการเปลี่ยนมาวีซ่าแบบอิเลคโทรนิค หรือ อี-วีซ่า ในอนาคต จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ดีขึ้น
 


กลับขึ้นด้านบน