"สภาปฏิรูป"ตั้งคณะกรรมการ 3 ด้าน-วางเป้าหมาย 7 ข้อ

"สภาปฏิรูป"ตั้งคณะกรรมการ 3 ด้าน-วางเป้าหมาย 7 ข้อ

"สภาปฏิรูป"ตั้งคณะกรรมการ 3 ด้าน-วางเป้าหมาย 7 ข้อ

รูปข่าว : "สภาปฏิรูป"ตั้งคณะกรรมการ 3 ด้าน-วางเป้าหมาย 7 ข้อ

การประชุมหารือเพื่อระดมความเห็นสร้างความปรองดองในบ้านเมือง ด้วยการปฏิรูปการเมืองและกฎหมาย ตามคำเชิญของรัฐบาลนัดแรกวันนี้ (25 ส.ค.) ผู้เข้าร่วมเห็นต่างกันที่จะจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้น 3 ด้าน ประกอบไปด้วย การเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยกล่าวย้ำถึงเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปราศจากการครอบงำจากฝ่ายการเมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การประชุมหารือนัดแรกวันนี้ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวชี้แจงเจตนาของการเปิดระดมความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างความปรองดองในบ้านเมือง พร้อมเสนอแนวทางการดำเนินการด้วยหลักเกณฑ์ 7 ข้อด้วยกัน ทั้งนี้เห็นควรให้หารือกลุ่มย่อยในแต่ละด้านของการปฏิรูปภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนเปิดประชุมหารือนัดต่อไป ราวกลางเดือนกันยายนนี้

นานกว่า 6 ชั่วโมงที่ผู้เข้าร่วมระดมความเห็นเพื่อสร้างความปรองดองในบ้านเมือง ด้วยการปฏิรูปการเมืองและกฎหมาย หรือที่ถูกเรียกว่า สภาปฏิรูป ได้แลกเปลี่ยนแสดงความเห็นต่อกัน หลังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงเจตนาของการหารือนัดแรกครั้งนี้ เพื่อร่วมหาทาางออกให้กับประเทศ ภายใต้ความเห็นต่างของสังคมการเมืองไทย

ท้ายที่สุด ผู้เข้าร่วมเห็นตรงกันที่จะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้น 3 ด้าน ประกอบไปด้วย การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยนายกรัฐมนตรีเห็นควรมอบหมายให้นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานให้การกำหนดเนื้อหาให้สอดคล้องต่อกัน ก่อนกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อความเป็นรูปธรรมต่อไป และเห็นควรให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ยังคงรับหน้าที่ประสานเชิญบุคคลสำคัญเข้าร่วมกลุ่มย่อย 3 กลุ่มภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อสรุปผลประชุมกลุ่มย่อย และเปิดเวทีถกเถียงระดมความเห็นนัดที่ 2 ราวกลางเดือนกันยายนนี้

 หากประมวลผลการหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นจากบุคคลที่เข้าร่วมทั้งหมดจะเห็นว่า สาระสำคัญที่เห็นตรงกัน คือการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ที่ปราศจากการครอบงำจากฝ่ายการเมือง และการรวบรวมข้อมูลการดำเนินการในแต่ละด้าน ควรเปิดทางให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมต่างก็แสดงทัศนะถึงปัญหาความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทย ซึ่งเป็นมุมมองที่หลากหลายและกว้างขวาง แต่ผู้เข้าร่วมทั้งหมด ต่างก็ต้องการเห็นบ้านเมืองมีความปรองดองและลดความขัดแย้งลง

อดีตนายกรัฐมนตรีต้องการเห็นประเทศหลุดพ้นจากความขัดแย้ง ด้วยการหาทางออกจากการพูดคุย ถอยกันคนละก้าว และให้ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง

ขณะที่นักวิชาการจากสถาบันวิชาการ อาทิ ศาสตราจารย์ธีรภัทร เสรีรังสรรค์, รองศาสตราจารย์โคทม อารียา, รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ต่างเห็นชองที่จะต้องปฏิรูปประเทศ และเน้นย้ำให้นำผลการศึกษาของ คอป. และสถาบันพระปกเกล้า มาเป็นแนวทางสร้างความปรองดอง และแม้ประเด็นหรือหัวข้อของรัฐบาล จะเน้นย้ำให้ปฏิรูปการเมืองและกฎหมาย แต่จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านต่างๆ เป็นเหตุผลสำคัญให้ต้องเดินหน้าปฏิรูปสังคม และเศรษฐกิจ ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการขจัดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งต่างก็เชื่อกันว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นคลี่คลายปัญหาด้านอื่นด้วย

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวยอมรับว่า การปฏิรูปอาจไม่แล้วเสร็จภายใน 3 หรือ 6 เดือน หากแต่เงื่อนไขสำคัญของการหารือ ควรจัดทำเป็นโรดแมป เพื่อการเรียนรู้และผลักดัน เพื่อสร้างอนาคตประเทศ

ก่อนปิดฉากเวทีระดมความเห็นเพื่อจัดตั้งสภาปฏิรูปวันนี้ นายกรัฐมนตรีทิ้งท้ายด้วยคำ "ขอบคุณ" ที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ และเสนอแนะการดำเนินการภายใต้เป้าหมาย 7 ข้อ คือ 1.ไทยต้องมีประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่มีมั่นคงแข็งแรง 2.ลดและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และข้อกฎหมาย 3.กลไกการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ 4.ความเสมอภาคเท่าเทียมกันภายใต้มาตรฐานสากล 5.ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 6.ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน 7.ยึดหลักประโยชน์ส่วนรวมและความถูกต้อง


กลับขึ้นด้านบน