ร้านค้าในภาคเหนือขึ้นราคาอาหาร หลังรัฐปรับราคาแอลพีจี

ร้านค้าในภาคเหนือขึ้นราคาอาหาร หลังรัฐปรับราคาแอลพีจี

ร้านค้าในภาคเหนือขึ้นราคาอาหาร หลังรัฐปรับราคาแอลพีจี

รูปข่าว : ร้านค้าในภาคเหนือขึ้นราคาอาหาร หลังรัฐปรับราคาแอลพีจี

ร้านค้าในภาคเหนือขึ้นราคาอาหาร หลังรัฐปรับราคาแอลพีจี หลังการปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน กิโลกรัมละ 50 สต. เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ทำให้ร้านค้าบางแห่งในจังหวัดภาคเหนือ เริ่มปรับขึ้นราคาอาหารจานด่วน อีกจานละ 5 บาท โดยอ้างความจำเป็นเรื่องต้นทุน ขณะที่มีเสียงเรียกร้องขอให้รัฐแก้ปัญหาทั้งระบบและระยะยาว

ร้านขายข้าวราดแกง ที่ใช้ไข่ไก่ เนื้อหมู และ เนื้อไก่ เป็นวัตถุดิบหลัก ทตั้งป้ายขึ้นราคาอาหาร อีกจานละ 5 บาท เพื่อชี้แจงแก่ลูกค้าร้านอาหารจานเดียว ย่านตลาดต้นพยอม ใกล้ม.เชียงใหม่ หลังราคาต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดคือราคาแก๊สหุงต้ม(แอลพีจี) ภาคครัวเรือน ที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก 50 สต.ต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2556

แต่ความกังวลว่าการขึ้นราคาอาหาร จะกระทบต่อยอดขาย ทำให้ผู้ประกอบการหลายราย ในภาคเหนือต้องยอมแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บางรายหันมาปรับลดปริมาณการตักอาหารลงเล็กน้อย เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน จากการขึ้นราคาแก๊สหุงต้ม ในกลุ่มประชาชนที่มีฐานะยากจน ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ และร้านค้าอาหารรายย่อย หาบเร่ แผงลอย รวมประมาณ 7-8 ล้านราย แต่หลายคนกลับยังคงมีความสบสนในการขอใช้สิทธิ์ และเห็นว่ขั้นตอนยุ่งยาก โดยเฉพาะการส่งข้อความสั้น ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไปยังกระทรวงพลังงาน ที่หลายคนระบุว่าทำให้ชาวบ้านส่วนไม่สามารถเข้าถึงได้

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดให้การปรับราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี ภาคครัวเรือน ตามต้นทุนโรงแยกก๊าซรรมชาติที่ 24.82 บาท ต่อกิโลกรัม โดยปรับขึ้นเดือนละ 50 สต.ต่อกิโลกรัม และ มีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยครัวเรือนรายได้น้อย ได้รับการช่วยเหลือตามการใช้จริงแต่ไม่เกิน 18 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ได้รับการช่วยเหลือตามการใช้จริงแต่ไม่เกิน 150 กิโลกรัม ต่อเดือน

 


กลับขึ้นด้านบน