รัฐบาลยันยกเลิกวีซ่า "ไทย-มอนเตเนโกร" ไม่เกี่ยว "พ.ต.ท.ทักษิณ"

รัฐบาลยันยกเลิกวีซ่า "ไทย-มอนเตเนโกร" ไม่เกี่ยว "พ.ต.ท.ทักษิณ"

รัฐบาลยันยกเลิกวีซ่า "ไทย-มอนเตเนโกร" ไม่เกี่ยว "พ.ต.ท.ทักษิณ"

รูปข่าว : รัฐบาลยันยกเลิกวีซ่า "ไทย-มอนเตเนโกร" ไม่เกี่ยว "พ.ต.ท.ทักษิณ"

รัฐบาลยันยกเลิกวีซ่า ครม.มีมติอนุมัติ การจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับ มอนเตเนโกร ในการยกเลิกวีซ่าให้กับผู้ถือพาสปอร์ตการทูตและราชการไทย ขณะที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี "ทักษิณ ชินวัตร"

นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอเรื่องการจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งมอนเตเนโกร ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือ วีซ่า สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการไทย และมอนเตเนโกร โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว

 
ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ความตกลงดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออก และพำนักของบุคคลที่ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการไทยและมอนเตเนโกร โดยไม่ต้องขอวีซ่า เป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน
 
แต่คู่ภาคีมีสิทธิปฏิเสธการเข้าเมือง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ หรือด้านสาธารณสุข ซึ่งการจัดทำความตกลงดังกล่าว ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อเป็นพื้นฐานไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว
 
พร้อมยืนยันการทำความตกลงนี้ไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ และไม่เกี่ยวกับกรณีที่มอนเตเนโกรให้หนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ตและสิทธิความเป็นพลเมืองพิเศษแก่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมา มอนเตเนโกรให้สิทธิความเป็นพลเมืองพิเศษแก่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในประเทศและนำเงินมาเปิดบัญชีเงินฝากในประเทศนี้ อย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพทางการเงินหรือเข้ามาประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
 
อีกทั้งไทยและมอนเตเนโกร มีการค้าระหว่างกันปีละประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 150 ล้านบาท แม้จะถือว่ามีมูลค่าไม่มาก แต่มอนเตเนโกรมีการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย กว่าร้อยละ 80 มอนเตเนโกร จึงมีศักยภาพในการเป็นตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย รวมถึงเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุนด้านการประมง ท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจาก มอนเตเนโกรมีท่าเรือสำคัญที่ทะเลเอเดรียติก
 
ส่วนกำหนดการเดินทางเยือน สาธารณรัฐมอนเตเนโกรอย่างเป็นทางการ หลังจากเสร็จสิ้นการร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 24 ที่สมาพันธรัฐสวิส รวมถึงการเยือนสาธารณรัฐอิตาลีและนครรัฐวาติกันอย่างเป็นทางการ นายกรัฐมนตรี และคณะจะเดินทางถึงสาธารณรัฐมอนเตเนโกร ในวันที่ 13 กันยายน จากนั้นวันที่ 14 กันยายน มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีแห่งมอนเตเนโกร และพบหารือกับนายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกร ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามความตกลงดังกล่าว ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย


กลับขึ้นด้านบน