เกาะติด "โซลาร์รูฟทอป" ทางเลือกประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่

เกาะติด "โซลาร์รูฟทอป" ทางเลือกประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่

เกาะติด "โซลาร์รูฟทอป" ทางเลือกประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่

รูปข่าว : เกาะติด "โซลาร์รูฟทอป" ทางเลือกประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่

เกาะติด โซลาร์รูฟ หรือ ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังบ้านอยู่อาศัยและอาคาร ต่างๆ จากเดิมที่มักติดตั้ง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนไฟฟ้าที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน วิธีการนี้ กำลังจะกลายเป็นทางเลือกในการลงทุนสำหรับประชาชนทั่วไป โดยภาครัฐ เตรียมเปิดให้ประชาชนขายไฟฟ้า จากโซลาร์เซลล์บนหลังคา ผู้เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีคนสนใจ สมัครร่วมโครงการจำนวนมาก แต่ยังมีรายละเอียดบางมุมที่ต้องศึกษาอย่างรอบคอบก่อนร่วมโครงการ

โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัย อาคาร หรือ โรงงาน ที่เรียกว่า โซลาร์รูฟทอป กำลังจะเปิดให้ประชาชน ยื่นขอเป็นผู้ขายไฟฟ้าในวันจันทร์ที่ 23 กันยายนนี้ และจ่ายไฟเข้าระบบภายในสิ้นปีนี้ โดยเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือ เรกูเลเตอร์ ออกไว้ มีเป้าหมายรับซื้อรวม 200 เมกะวัตต์ในรอบนี้

 
ค่าไฟฟ้าที่จะส่งขายให้การไฟฟ้าถูกกำหนดเป็นอัตราพิเศษสูงกว่าค่าไฟบ้านที่เราจ่ายอยู่ในปัจจุบัน เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาลงทุน และมีกำไร ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ บ้านที่อยู่อาศัย อาคารธุรกิจขนาดเล็ก และอาคารธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ โรงงาน ระหว่างหน่วยละ 6 บาท 16 สตางค์ ถึง 6 บาท 96 สตางค์ พร้อมกับมีมาตรการจูงใจอื่น เช่น การลดหย่อนภาษี แต่ต้องทำสัญญาขายเป็นเวลา 25 ปี ให้กับการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตามเขตพื้นที่
 
ประเมินกันว่า ประเภทอาคารโรงงาน จะเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมมากที่สุด และมียอดสมัครร่วมโครงการเกิน 100 เมกะวัตต์ แต่กลุ่มผู้ประกอบการรับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ ก็หวังว่า ประเภทที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป จะให้ความสนใจเช่นกัน เพราะต้นทุนการติดตั้งลดลงมากเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน

    

 
นี่เป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุน แต่ต้องตระหนักไว้เสมอว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากค่าอุปกรณ์หลัก เช่น การประกันความเสียหายของอุปกรณ์ให้ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตามสัญญา 25 ปี ค่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า และค่าทดสอบอุปกรณ์ 10,000 ถึง 100,000 นบาท
 
สำหรับอัตราค่าไฟฟ้าที่รับซื้อ ในอนาคตมีโอกาสทยอยปรับลดลง ตามอายุสัญญา ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพการรับแสงและผลิตไฟฟ้าแผงโซลาร์เซลล์จะด้อยลงตามการใช้งาน ผนวกกับแสงอาทิตย์ที่ไม่สม่ำเสมอตามสภาพดินฟ้าอากาศ จะเป็นตัวแปรให้ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้และขายเข้าระบบลดลงได้ ส่งผลถึงระยะเวลาในการคืนทุนยาวนานกว่าที่ประเมินไว้
 
โครงการโซลาร์รูฟท็อป เป็นโครงการนำร่องที่จะรองรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รวม 3,000 เมกะวัตต์ ในปี 2564 โครงการต่อเนื่องจากนี้ คือการให้อาคารหน่วยงานรัฐติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา 25 เมกะวัตต์ และโครงการให้ชุมชนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์อีก 800 เมกะวัตต์ในปีหน้า 


กลับขึ้นด้านบน