"ศาลโลก"ยังไม่กำหนดการตัดสิน "คดีปราสาทพระวิหาร"

"ศาลโลก"ยังไม่กำหนดการตัดสิน "คดีปราสาทพระวิหาร"

"ศาลโลก"ยังไม่กำหนดการตัดสิน "คดีปราสาทพระวิหาร"

รูปข่าว : "ศาลโลก"ยังไม่กำหนดการตัดสิน "คดีปราสาทพระวิหาร"

จากปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นประเด็นความขัดแย้งครั้งใหม่ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจจะส่งผลกระทบไปถึงคดีปราสาทพระวิหาร ที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาแถลงว่า ศาลโลกจะมีการเลื่อนการตัดสินออกไปเป็นปีหน้า

นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการอาวุโส ไทยพีบีเอส ระบุว่า ตามการคาดการณ์ของฝ่ายไทย ภายหลังจากที่ไทยและกัมพูชา แถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน หรือราวช่วงปลายปี 56 ศาลโลกน่าจะมีคำตัดสินในคดีปราสาทพระวิหารออกมา แต่จนถึงเดือนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลออกมาจากเว็บไซต์ของศาลโลก ถึงกำหนดวันตัดสินคดีนี้ แต่ทางนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับออกมาให้ข้อมูลว่าศาลโลกจะเลื่อนการตัดสินคดีไปเป็นปีหน้า ซึ่งขณะนี้ศาลโลกก็ยังมีคดีต่างๆที่ยังอยู่ในระเบียบวาระการพิจารณา

ล่าสุด นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะตัวแทนสู้คดีฝ่ายไทย กลับแถลงร่วมกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำถึงประเด็นการเลื่อนการตัดสินของศาลโลก ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า คดีนี้ยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดจากศาลว่าจะตัดสินเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงไม่ควรออกมาให้ข้อมูลในเรื่องนี้

ส่วนเหตุผลที่กระทรวงการต่างประเทศคาดการณ์ว่า การจะตัดสินคดีจะเลื่อนไปช่วงต้นปีหน้า อาจเป็นเพราะเป็นคดีซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาว่าศาลโลกจะตัดสินคดีช่วงปลายปี ทางกระทรวงการต่างประเทศอาจต้องการแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้เตรียมการชี้แจงและทำความเข้าใจ ผลการตัดสินที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสังคม  ส่วนการเลื่อนการพิจารณาออกไป มองว่ามีนัยยะหรือไม่นั้น ก็ยังเป็นเพียงการคาดการณ์อีกเช่นกัน

ขณะที่ กรณีทางการกัมพูชายื่นหนังสือทักท้วงฝ่ายไทย กรณีก่อสร้างถนนลาดยางระยะทางเกือบ 400 เมตร บริเวณด่านพรมแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ โดยอ้างว่าฝ่ายไทยทำผิดข้อตกลงระหว่างประเทศนั้น การสร้างถนนนี้เป็นการสร้างในเขตไทย และไม่ใช่การเส้นทางใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทางการกัมพูชาทราบ ซึ่งทางพล.ต.ประวิทย์ หูแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงประเด็นนี้ว่า เป็นการปรับปรุงเส้นทางและอยู่ในเขตแดนของไทย จึงไม่จำเป้นต้องแจ้งให้กัมพูชารับทราบ แต่กัมพูชากลับมาทักท้วง ซึ่งประเด็นนี้ทำให้มีคนมองว่า จะเกี่ยวกับการเมืองในประเทศหรือไม่ หรือว่าต้องการสร้างสถานการณ์หรือไม่ ซึ่งพล.ต.ประวิทย์มองว่า ไม่น่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตุว่า การทักท้วงของกัมพูชากรณีสร้างถนนที่ช่องสะงำ มีความผิดปกติ เพราะฝ่ายไทยก็ไม่ได้มีการทำผิดข้อตกลง แต่เป็นการปรับปรุงเส้นทางเดิมให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ในการสัญจรของประชาชนทั้งไทยและกัมพูชา ประกอบกับกรณีนี้สอดรับกับช่วงที่ศาลโลกยังไม่มีการตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ตามที่คาดการณ์ไว้


กลับขึ้นด้านบน