ความพร้อมคอนเสิร์ต "เมสไซยา" บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

ความพร้อมคอนเสิร์ต "เมสไซยา" บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

ความพร้อมคอนเสิร์ต "เมสไซยา" บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

รูปข่าว : ความพร้อมคอนเสิร์ต "เมสไซยา" บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

ความพร้อมคอนเสิร์ต สมาชิกขับร้องประสานเสียงกว่า 100 คน ที่มาจากต่างที่ ต่างอาชีพ ก็มีวินัย และมุ่งมั่น เตรียมซ้อมสำหรับงานคอนเสิร์ตเมสไซยาห์ ที่จะมีขึ้นช่วงเดือนธันวาคม ที่จัดต่อเนื่องมาเกือบ 60 ปีแล้ว

ฮาเลลูยาห์คอรัส ส่วนหนึ่งของบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ คุ้นหู นำมาร้องสรรเสริญพระเจ้าเป็นเพลงแรกในวันนี้ ภายใต้การคุมวงอย่างมีชีวิตชีวาของ รศ.จารุณี หงส์จารุ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่วันนี้มาในฐานะวาทยากรหญิงประจำคณะนักร้องกรุงเทพ ผสม สภาคริสตจักรในประเทศไทย 

 
ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการควบคุมนักร้องสมัครเล่นคณะใหญ่ นับ 100 คน ที่มีพื้นฐานด้านดนตรีต่างกัน และอยู่ในหลายช่วงวัย วาทยากรหญิงจึงต้องชัดเจนในท่าทาง เพื่อส่งสัณญาณให้เกิดความพร้อมเพรียง และช่วยดึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับร้องออกมา รศ.จารุณี ศึกษาด้านการอำนวยเพลงจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนิวร์ยอค ชีวิตส่วนหนึ่งเธอมอบให้การสอน แต่ช่วงเวลาพิเศษสุด ยังแบ่งมาให้การเป็นวาทยากรของวง Bangkok Combined Choir มานับสิบปี 

    

 
การร้องบทเพลงเมสไซยา ไม่เพียงต้องอ่านตัวโน้ตให้เป็น แต่ยังต้องใช้พลังอย่างมากในการขับร้อง และควบคุมเสียง การได้ออกเสียงวอล์มอย่างถูกหลัก และผลัดกันนวด จึงผ่อนคลายและสานสัมพันธ์ของผู้คนที่มารวมตัวกันที่คริสตจักร ECB ย่านสุขุมวิทแห่งนี้ 
 
ยามเย็นวันอาทิตย์ ที่นี่เป็นจุดนัดพบของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่นับถือศาสนาคริสต์นับ 100 คน หากกวาดตาไปจะพบสมาชิกขับร้องประสานเสียงจากหลายเชื้อชาติ ที่แต่ละคนล้วนต้องผ่านการออดิชั่นมาแล้ว มีทั้งผู้ที่เดินทางมาไกล ผู้บกพร่องทางร่างกาย และชาวไทยพุทธ ที่อยากฝึกฝนร้องเพลง 
 
เมสไซยา เป็นชุดบทเพลงประสานเสียงที่โด่งดังที่สุดอีกบทเพลงหนึ่ง ผลงานของ จอร์จ เฟดริก เฮนเดิล ที่นำคำร้องมาจากคัมภีร์ไบเบิล แต่งเป็นบทเพลงทั้งหมด ด้วยระยะเวลาเพียง 20 กว่าวัน นิยมร้องกันในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ทั่วโลก เมื่อถึงท่อนฮาเลลูยาห์คอรัส ทุกคนจะยืนขึ้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจากในอดีต เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าจอร์จ ที่ 2 แห่งบริเตนใหญ่ ทรงประทับยืนในท่อนดังกล่าว ทำให้ผู้ชมทั้งหอประชุมลุกขึ้นตามไปด้วย และยังคงปฏิบัติเช่นนี้สืบกันมา 
 
ครั้งนี้บทเพลงทางศาสนา จึงไม่เพียงยึดโยงหัวใจคริสตศาสนิกชน แต่ยังสร้างความผูกพัน ให้ผู้คนที่แม้ต่าง เชื้อชาติ วัฒนธรรม ได้พบปะ พูดคุยด้วยหัวใจที่รักในเสียงเพลงเหมือนๆกัน 
 
 


กลับขึ้นด้านบน