ชายแดนไทย-กัมพูชา กับแผนเตรียมอพยพ ระหว่างการตัดสินคดี "พระวิหาร"

ชายแดนไทย-กัมพูชา กับแผนเตรียมอพยพ ระหว่างการตัดสินคดี "พระวิหาร"

ชายแดนไทย-กัมพูชา กับแผนเตรียมอพยพ ระหว่างการตัดสินคดี "พระวิหาร"

รูปข่าว : ชายแดนไทย-กัมพูชา กับแผนเตรียมอพยพ ระหว่างการตัดสินคดี "พระวิหาร"

ชายแดนไทย-กัมพูชา กับแผนเตรียมอพยพ ระหว่างการตัดสินคดี ใกล้วันตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ทำให้โรงเรียนรวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา ด้านอ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เตรียมแผนอพยพ หากเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่ ขณะที่ทหารเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนก และกำชับกำลังพลที่อยู่แนวหน้าให้เพิ่มความระมัดระะวังในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุกระทบกระทั่ง

นักเรียนโรงเรียนบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ วิ่งลงหลุมหลบภัยทันทีที่ได้ยินเสียงกริ่งสัญญาณแจ้งเตือน ซึ่งเป็นหนึ่งในการซ้อมแผนอพยพ ที่โรงเรียนจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างการตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร 

 
โดยที่ตั้งของโรงเรียนบ้านภูมิซรอล อยู่ห่างจากเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นจุดวางกำลังของทหารไทย และกัมพูชาเพียง 10 กิโลเมตร ทำให้ผู้บริหารรวมถึงครูในโรงเรียนต้องชี้แจง และทำความเข้าใจให้นักเรียนเตรียมความพรัอม โดยในวันที่11 พฤศจิกายนซึ่งเป็นวันตัดสินคดีอาจมีการประเมินให้นักเรียนหยุดเรียนเพื่อความปลอดภัย 

    

 
โรงเรียนบ้านภูมิซรอลเป็น 1 ใน 48 โรงเรียน ที่จะได้รับผลกระทบหากเกิดการสู้รบระหว่างทหารไทยและกัมพูชา รวมถึงชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ในพื้นที่ 6 ตำบล ซึ่งขณะนี้ ผู้นำชุมชน ได้สำรวจจำนวนประชากรผู้สูงอายุ และเด็ก เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดการสู้รบ พร้อมระบุว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่กังวลเรื่องคำตัดสินของศาลโลกที่จะมีขึ้น รวมถึงกลุ่มมวลชนที่จะเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ซึ่งอาจจะส่งผลให้สถานการ์บานปลายจนเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรง
 
นอกจากการเตรียมพร้อมเรื่องการอพยพของคนในพื้นที่ ในส่วนของทหารยังคงเร่งชี้แจ้ง และทำความเข้าใจไม่ให้ชาวบ้านตื่นตระหนก พร้อมยืนยันไม่ว่า คำตัดสินของศาลโลกจะออกมาในแนวทางใดทหารจะรักษาอธิปไตยของไทย โดยยึดแนวทางสันติและการอยู่ร่วมกันของ 2 ประเทศ 
 
ขณะที่สถานการณ์ด้านปราสาทพระวิหาร ทหารไทยและกัมพูชายังคงวางกำลังรักษาความปลอดภัยอยู่ในที่ตั้งของตนเอง และมีการสับเปลี่ยนกำลังตามปกติ แต่ไม่มีการเสริมกำลัง ซึ่งผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ระบุว่า ความสัมพันธุ์ของทหารทั้ง 2 ประเทศยังดี ซึ่งได้กำชับให้ทหารที่อยู่แนวหน้าให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวณ และการปฎิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุ 


กลับขึ้นด้านบน