"หาทางออก" ของความเห็นต่าง "หนุน-ค้าน" พ.ร.บ.ช้าง

"หาทางออก" ของความเห็นต่าง "หนุน-ค้าน" พ.ร.บ.ช้าง

"หาทางออก" ของความเห็นต่าง "หนุน-ค้าน" พ.ร.บ.ช้าง

รูปข่าว : "หาทางออก" ของความเห็นต่าง "หนุน-ค้าน" พ.ร.บ.ช้าง

ความเห็นต่างในร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแก้ไขทั้งในฝ่ายของเจ้าของช้าง ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบตรง และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเจ้าของร่างกฎหมายในฐานะผู้ดูแลและแก้ไขปัญหาช้างเกือบจะกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และแม้ขณะนี้จะสามารถตกลงกันได้ในเบื้องต้นว่า จะยังไม่มีการนำช้างเข้ามาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็จำเป็นที่จะต้องพูดถึงรายละเอียดของกฎหมายว่าจะมีทางออกอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาเรื่องช้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน

วังช้างอยุธยา แล เพนียด มีช้างอยู่ในความดูแลทั้งหมด 136 เชือก จะเห็นว่าที่นี่มีลูกช้าง ที่เกิดจากการเพาะพันธุ์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 เชือก ดังนั้นการดูแลช้างจำนวนมากต้องอาศัยพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้าง เพื่อแยกโซนให้เหมาะสมกับช้างแต่ละประเภท

 
ปัจจุบันช้างเลี้ยง 1 เชือก มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพราะนอกจากจะเป็นสัตว์ที่เพาะพันธุ์ยากและต้องใช้ระยะเวลานาน ยังสามารถสร้างรายได้ที่มีมูลค่าสูงให้กับเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ งา หรือซากหลังเสียชีวิต ราคาช้างที่สูงขึ้น ทำให้ที่ผ่านมักจะมีปัญหาการนำช้างป่ามาสวมทะเบียนเพื่อการซื้อขาย และการลักลอบค้างา แต่เจ้าของวังช้างแห่งนี้มองว่า นั้นไม่ใช่เหตุผลที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะใช้อ้างเพื่อนำช้างเลี้ยงเข้าไปอยู่ในความดูแลภายใต้ร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

    

 
มาตราที่ดูเหมือนจะมีปัญหามากที่สุด คือ มาตรา 3 ซึ่งระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งช้าง ซากของช้าง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของช้าง เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 5 มาตรา 6 และมาตรา 7 ซึ่งทั้ง 3 มาตรา เห็นได้ชัดว่าการจะอนุญาตหรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพียงผู้เดียว รวมถึงการควบรวมช้างบ้านและช้างป่า ไว้ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงกระทรวงเดียว ยิ่งทำให้ช่องทางการทุจริตนำช้างป่ามาสวมสิทธิ์เป็นช้างเลี้ยงทำได้ง่ายขึ้น
 
ขณะที่รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยืนยันว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นไปตามหลักการ คือ เพื่อแก้ปัญหาการนำช้างบ้านไปเร่ร่อน การลักลอบล่าช้างป่าเพื่อเอางา และการเอาช้างป่ามาสวมทะเบียนช้างบ้าน ซึ่งเจ้าของช้างที่ครอบครองช้างอย่างถูกกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องกังวล เนื่องจากกฎหมายจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้ที่ครอบครอง ได้ช้างมาไม่ถูกต้อง

    

 
นอกจากนี้รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ยังระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังเป็นเพียงร่างที่สามารถแก้ไข และพร้อมจะรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีการเสนอทางเลือกอื่นนอกจากการออกกฎหมายฉบับนี้ เช่น มูลนิธิเพื่อนช้างเสนอให้มีการออกกฎหมายช้างโดยเฉพาะ และข้อเสนอกลุ่มผู้เลี้ยงช้าง ที่ต้องการให้ยังคงสถานะช้างเลี้ยงไว้ในพระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ แต่ปรับแก้กฎหมายให้มีความทันสมัยขึ้น


กลับขึ้นด้านบน