แพทย์เตือนการใช้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ป่วยเด็ก

แพทย์เตือนการใช้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ป่วยเด็ก

แพทย์เตือนการใช้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ป่วยเด็ก

รูปข่าว : แพทย์เตือนการใช้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ป่วยเด็ก

แพทย์เตือนการใช้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ป่วยเด็ก การใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรค ยังมีปัญหาคือมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง และใช้อย่างไม่เหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาดื้อยา และเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง สหภาพยุโรปกำหนดให้เมื่อวานนี้ (18 พ.ย.) เป็นวันแห่งการรณรงค์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์เป็นครั้งแรก หลังพบสถานการณ์การใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยมีปริมาณสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเด็ก

ปัจจุบันพบว่าคนไทยใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น สาเหตุสำคัญมาจากบุคลากรทางการแพทย์ เภสัชกร ที่สั่งยาไม่เหมาะสม รวมถึงประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกต้อง เช่น ซื้อยาใช้เอง, การร้องขอยาจากแพทย์ และการใช้ยาผิดข้อบ่งชี้ ส่งผลให้เกิดการดื้อยา

ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีแนวโน้มใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2552 มูลค่าการผลิต และนำเข้าของกลุ่มยาประเภทนี้มีประมาณ 22,900 ล้านบาท ที่น่าเป็นห่วงคือโรคที่เกิดในเด็ก อายุระหว่าง 2-5 ขวบ โดยเฉพาะอาการไข้หวัด ไอ เจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่เมื่อมีการใช้ยาปฏิชีวนะ ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียรักษา ทำให้รักษาไม่หาย และอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคภูมิแพ้ เกิดการดื้อยาในเด็กได้

ศาสตราจารย์คลินิคแพทย์หญิง ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี แนะนำไปถึงผู้ปกครองสามารถตรวจสอบอาการป่วยไข้หวัด ของบุตรหลานได้ง่ายๆ โดยให้เด็กอ้าปาก ส่องดูในลำคอ หากไม่มีตุ่มหนองที่ต่อมทอนซิล และใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้กดใต้ขากรรไกรแล้วเด็กไม่เจ็บ แสดงว่าอาการป่วยของเด็กเกิดจากเชื้อไวรัส สามารถหายเองได้ และไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

ทั้งนี้ ควรให้เด็กดื่มน้ำอุ่นมากขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และดูแลร่างกายให้อบอุ่น หากมีไข้ให้กินยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้เท่านี้ก็เพียงพอ


กลับขึ้นด้านบน