กกต.วางกรอบเวลาจัดการเลือกตั้ง

กกต.วางกรอบเวลาจัดการเลือกตั้ง

กกต.วางกรอบเวลาจัดการเลือกตั้ง

รูปข่าว : กกต.วางกรอบเวลาจัดการเลือกตั้ง

กกต.วางกรอบเวลาจัดการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.วางกรอบเวลาจัดการเลือกตั้ง โดยจะเริ่มประกาศกำหนดรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อก่อนประกาศให้มีการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยจะมีนำแผนการเลือกตั้งวุฒิสภา ซึ่งจะครบวาระในต้นปีหน้ามาปรับใช้

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงกรณีการจัดการเลือกตั้งว่า ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งไว้แล้ว คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ก็มีหน้าที่ที่จะดำเนินการต่อไป คือจะต้องประกาศกำหนดรับสมัคร ส.ส. โดยต้องเริ่มประกาศกำหนดรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อก่อน หลังจากนั้นจะประกาศให้มีการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว.จะต้องกำหนดวันเริ่มรับสมัครไม่เกิน 20 วันนับจากพระราชกฤษฎีกามีผลบังคับ คือต้องนับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นภารกิจที่ กกต.จะต้องดำเนินการต่อไป

ส่วนในช่วงเวลาที่สังคมมีความขัดแย้งไปในครั้งนี้ กกต.มีข้อกังวลอะไรสำหรับการจัดการเลือกตั้งหรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนของกระบวนการจัดการเลือกตั้งคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะว่าได้เตรียมการอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ได้เตรียมการให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภา ซึ่งจะครบวาระในต้นปีหน้า เมื่อมีการเลือกตั้ง ส.ส.เพิ่มขึ้นมา แผนงานก็สามารถปรับใช้กันได้ ในส่วนของกระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง เพียงแต่บรรยากาศทางการเมือง ซึ่งจะต้องคำนึงถึง และพยายามจัดการเลือกตั้งด้วยการเป็นกลาง สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส
ให้เป็นที่ยอมรับให้มากที่สุด อาจจะต้องให้ภาคส่วนต่างๆ มาช่วยดูแลในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ภาคเอกชน แม้กระทั่งสื่อมวลชนจะต้องขอให้มาช่วยดูแลในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้มากขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งในสังคมสูง ความโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งนี้ พรรคการเมืองจะส่งสมัครหรือไม่ส่งสมัครเป็นเรื่องของพรรคการเมืองพิจารณา ซึ่งในปัจจุบัน พรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ กกต.ไว้มีถึง 60 พรรคแล้ว คิดว่าคงจะมีพรรคการเมืองลงสมัครในครั้งนี้แน่นอน และความจริงการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน คือประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน คิดว่าน่าจะมีส่วนร่วมของทุกพรรคการเมืองในครั้งนี้

ขณะเดียวกัน มองว่าในส่วนของการทำงานของ กกต.คงไม่มีปัญหา ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน คือเมื่อมีพระราชกฤษฎีกามาแล้ว กกต.ที่ปัจจุบันยังรับตำแหน่งอยู่จะรีบดำเนินการในสิ่งที่จำเป็น จะต้องมีการจัดการเลือกตั้ง อย่างเช่นเรื่องการกำหนดวันรับสมัคร ส.ส.ทั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ส.ส.แบบแบ่งเขต ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีบางจังหวัดอย่างเช่น จ.นนทบุรี ประชากรเพิ่มขึ้น ก็มีการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ โดยการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จ รวมทั้งประกาศจำนวน ส.ส.ที่มีในแต่ละจังหวัด รวมทั้งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขต เพื่อเตรียมการในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เตรียมไว้ก่อน แล้วชุดใหม่ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯมาก็สามารถรับต่อช่วงงานไปได้เลย

ส่วนเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนั้น ในส่วนของคณะรัฐมนตรี เมื่อว่าไปแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีก็ดีของรัฐมนตรีสิ้นสุดไปแล้ว เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะมารับตำแหน่ง ฉะนั้น การทำงานของคณะรัฐมนตรี ณ ตอนนี้ ทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และในมาตรา 181 กำหนดไว้ อย่างเช่น งานแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การอนุมัติเงินสำรอง หรือว่าการจะเซ็นอนุมัติโครงการ ซึ่งจะมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือการใช้ทรัพยากรของรัฐไปเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งก็จะทำไม่ได้ นอกจากจะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน ก็จะมีบทบัญญัติกำหนดอยู่แล้ว ทั้งนี้ เป็นห่วงเรื่องความขัดแย้ง ถ้ายังดำรงอยู่ก็จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่คิดว่าน่าจะใช้เวลาในช่วงนี้ เนื่องจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯมาแล้ว ซึ่งจะต้องมีการปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ ในช่วงนี้น่าจะมีการเจรจาหารือกันได้ ยังมีเวลาจะหารือกันได้ว่าจะทำอะไรต่อไป เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบโดยเร็ว

สำหรับในส่วนของงานต่างๆ นี้ คณะรัฐมนตรีต้องทำเท่าที่จำเป็นแล้ว แต่ถ้าหากว่าเป็นงานอยู่ในแผนงานที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง อาจจะพิจารณาดูว่ามีความเหมาะสมที่จะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร แต่โดยหลักการ คณะรัฐมนตรีจะต้องทำเท่าที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการทำงานเป็นงานประจำวันไปแล้ว งานนโยบายต่างๆ ต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว ส่วนการรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัว และรณรงค์ให้การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสนั้นคงต้องขอให้ทางภาคประชาชน และสื่อมวลชนมาช่วย เพราะว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะว่าบ้านเมืองมีความขัดแย้งกันมาเป็นเวลานาน การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ ประชาชนจะได้มีโอกาสจะแสดงความคิดเห็นตนเองอย่างแท้จริง เป็นมวลมหาประชาชนที่แท้จริง ฉะนั้น ภาคการเมืองต่างๆ น่าจะมีเวลาในช่วงนี้จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ต่างฝ่ายต่างแสดงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเลือกพรรคของตัวเอง นโยบายของพรรคตัวเอง หรืออีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรไม่ดีไว้ ซึ่งไม่ควรจะเลือกอะไร แต่ว่าอย่ามีลักษณะเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ชี้แจงให้ประชาชนได้เห็น และคะแนนเสียงออกมาก็จะเป็นของมวลมหาประชาชนที่แท้จริง


กลับขึ้นด้านบน