จับตา "7 องค์กรเอกชน" หารือทางออกประเทศไทยเวทีแรก

จับตา "7 องค์กรเอกชน" หารือทางออกประเทศไทยเวทีแรก

จับตา "7 องค์กรเอกชน" หารือทางออกประเทศไทยเวทีแรก

รูปข่าว : จับตา "7 องค์กรเอกชน" หารือทางออกประเทศไทยเวทีแรก

จับตา วันนี้ 7 องค์กรภาคเอกชนจัดเวทีแรกหา "ทางออกประเทศไทย" ด้านรองประธานกรรมการหอการค้าไทย ชี้ ยังสรุปแนวทางอย่างเป็นรูปธรรมได้ในการหารือครั้งเดียว ขณะประธานองค์การต่อต้านคอรัปชั่น เห็นว่า การหารือจะช่วยให้ต่างชาติเห็นความพยายามของการแก้ไขปัญหาของประเทศ

ความเคลื่อนไหวของเวทีการหารือทางออกประเทศไทยครั้งแรกของ 7 องค์กรภาคเอกชน วันนี้ (13 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสรายงานว่า กลุ่มเอกชนที่เข้าร่วมในวันนี้ ได้แก่ สภาหอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, สมาคมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สมาคมตลาดทุน และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มวิชาชีพสื่อมวลชน และตัวแทนทูตจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม ซึ่งมีเป้าหมายของผู้ร่วมประชุมที่ 200 คน โดยช่วงแรกของการประชุมจะเป็นการประชุมแบบปิด ก่อนจะเปิดให้สื่อมวลชนถ่ายทอดสดหลังจากนั้น และมีศาสตราจารย์ ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นผู้ดำเนินรายกาในการเสวนา

 
  
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เวทีนี้เป็นเวทีแรกที่ต้องการระดมความคิดเห็นของการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งการหารือครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปผลการประชุมอย่างเป็นรูปธรรมได้ อาจต้องมีการจัดเวทีอีก 2-3 ครั้ง หากมีความจำเป็น เพื่อต้องการให้ผลสรุปนั้นออกมาอย่างสมดุล และมีควมสมบูรณ์มากที่สุด รวมถึงต้องไม่ใช่การชี้นำสังคม ทั้งนี้ ยืนยันว่า ภาคธุรกิจนั้นไม่มีผลประโยชน์, ไม่ฝักใฝ่การเมืองใด เพียงแต่ต้องการทำเพื่อประเทศเท่านั้น

    

 
ด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า หลังจากที่กลุ่มกปปส.ได้เข้าหารือกับ 7 องค์กรภาคเอกชนเมื่อวานนี้ (12 ธ.ค.) เห็นว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.นั้น จะไม่ยอมต่อรองกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" แต่พร้อมรับฟังความเห็นของประชาชน โดยเห็นว่า หากความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนเวทีสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกัน การจัดเวทีของรัฐบาล และกองทัพในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ อาจต้องแยกกันดำเนินการก่อน เพื่อให้ได้แนวทางที่สอดคล้อง หรือมีจุดร่วมคล้ายกัน ก่อนที่จะรวมกัน และจัดเวทีใหญ่อีกครั้ง 
 
ทั้งนี้ คาดหวังว่า การหารือในครั้งนี้ จะเป็นการเริ่มต้นรับฟัง และเสนอความเห็นถึงแนวทางการปฏิรูประเทศไทยว่าจะเป็นอย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางอย่างไรที่จะปราบปรามการทุจริตได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่มองว่า ขณะนี้เหลือภาคเอกชนเท่านั้นที่มีความกลางทางการเมือง แต่ยังมีทุก ๆ ส่วนที่ต้องการหาทางออกร่วมกัน และยืนเป็นกลาง
 
   
 
อย่างไรก็ตาม เวทีครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ต่างชาติเห็นความพยายามในการร่วมกันหาทางออก เนื่องจากครั้งนี้เป็นแสดงพลังของประชาชน และหากสำเร็จจะสามารถตอบโจทย์ในอนาคตได้ 


กลับขึ้นด้านบน