ดีเอสไอยืนยันมีอำนาจออกหมายเรียก

ดีเอสไอยืนยันมีอำนาจออกหมายเรียก

ดีเอสไอยืนยันมีอำนาจออกหมายเรียก

รูปข่าว : ดีเอสไอยืนยันมีอำนาจออกหมายเรียก

ดีเอสไอยืนยันมีอำนาจออกหมายเรียก ดีเอสไอยืนยันว่ามีอำนาจในการออกหมายเรียกแกนนำ กปปส.เข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมสั่งอายัดบัญชี ขณะที่ ศอ.รส.ประเมินการชุมนุมเมื่อวานนี้ว่าเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ขณะที่การดูแลการรับสมัคร ส.ส.วันนี้ เชื่อว่าจะสามารถดูแลสถานการณ์ได้

ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส.ระบุถึงความพร้อมในการดูแลความสงบเรียบร้อยในการรับสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ โดยระบุว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานกับ กกต.อย่างใกล้ชิด โดยมีแผนสำรอง เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ เบื้องต้น มีการออกแบบพื้นที่เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าของกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน โดยตำรวจจะวางกำลังหลัก และกำลังเสริมไว้พร้อมแล้ว

ส่วนสถานการณ์การชุมนุมเมื่อวานนี้ พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ศอ.รส.ระบุว่า สถานการณ์การชุมนุมโดยทั่วไปสงบเรียบร้อยดี ต้องขอบคุณประชาชนที่ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ มีเพียงจุดชุมนุมบริเวณซอยโยธินพัฒนา 3 ที่เกิดการผลักดันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม ซึ่งระหว่างการผลักดันนั้นมีการกระทบกระทั่งบาดเจ็บเล็กน้อย โดยยืนยันว่าตำรวจไม่ตั้งใจให้มีการบาดเจ็บรุนแรง หากเกิดกระทบกระทั่ง ต้องขออภัยด้วย

ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ระบุถึงผลการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษว่า ที่ประชุมแจ้งมติแจ้งให้สาธารณชนได้รับทราบ 2 ประการ คือ 1. แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าการชุมนุมในภาพรวมที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้อาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ดีเอสไอขอยืนยันว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณาดำเนินคดีกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกแกนนำทั้ง 38 คน โดยพิจารณาจากการกระทำผิดที่แยกส่วนเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของแกนนำ ไม่เกี่ยวกับประชาชนที่ไปร่วมชุมนุม

ดังนั้น การที่ดีเอสไอได้มีหมายเรียกให้แกนนำทั้ง 37 คน ยกเว้นนายสุเทพ ที่ศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในฐานะผู้ต้องหา และได้แจ้งธนาคารทุกแห่งตรวจสอบบัญชีเงินฝากทั้ง 38 คน และทำการอายัดการทำธุรกรรมนั้นเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามความเหมาะสม และความจำเป็นที่พึงต้องกระทำ เพื่อตรวจสอบใช้เป็นพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาแต่ละรายจะได้รับการสนับสนุนเงินจากใคร หรือกลุ่มทุนใดมาสนับสนุนการกระทำผิด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีแกนนำทั้ง 38 คน และกลุ่มทุน หรือท่อน้ำเลี้ยงที่สนับสนุนด้วย

ประการที่ 2 กรณีที่นายนิติธร ล้ำเหลือ กับพวกที่เป็นแกนนำได้นำเอาฝูงชนไปประท้วงที่ด้านหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม โดยมีการปราศรัย และยกป้ายขับไล่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยาม และกล่าวให้ร้าย เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 134 คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นผู้แทนรัฐต่างประเทศ ซึ่งที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติให้ดำเนินคดี และแจ้งข้อกล่าวหากับนายนิติธร และแกนนำหลักเพิ่มเติมจากข้อกล่าวหาเดิมอีกด้วย


กลับขึ้นด้านบน