"เพื่อไทย" วางยุทธศาสตร์ "ยิ่งลักษณ์-สมชาย" พร้อมปรับเปลี่ยน

"เพื่อไทย" วางยุทธศาสตร์ "ยิ่งลักษณ์-สมชาย" พร้อมปรับเปลี่ยน

"เพื่อไทย" วางยุทธศาสตร์ "ยิ่งลักษณ์-สมชาย" พร้อมปรับเปลี่ยน

รูปข่าว : "เพื่อไทย" วางยุทธศาสตร์ "ยิ่งลักษณ์-สมชาย" พร้อมปรับเปลี่ยน

แม้การเปิดรับสมัคร ผู้ลงรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อวันนี้ (24 ธ.ค.56) กกต.จะชี้ว่า องค์ประกอบไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อไทยก็คาดการณ์บุคคลในบัญชีรายชื่อ 125 คนนั้นอย่างน้อยที่สุด คือลำดับที่ 1 - 61 จะได้เป็น ส.ส.หรือเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ด้วยการเทียบกับผลการเลือกตั้ง ปี 2554 แต่การเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังแฝงไว้ซึ่งยุทธศาสตร์ของการพร้อมปรับเปลี่ยนกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.54 พรรคเพื่อไทยจับหมายเลขประจำพรรค เพื่อรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้หมายเลข 1 พร้อมชูจุดขายทางการเมืองด้วยสโลแกนที่ว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" และนำเสนอ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับแรก โดยคาดหวังก้าวเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง "นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ"

แต่การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ.57 แม้พรรคเพื่อไทยจะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นเพียงการแสดงเจตนาของการลงสมัคร หากแต่ยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายและยังไม่มีหมายเลขประจำพรรค เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง แต่การจัดวางผู้สมัครทั้ง 125 คน กลับอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ด้วยความพร้อมในการปรับเปลี่ยนกับทุกสถานการณ์

ซึ่งแม้จะวางตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 เช่นเดิม แต่ก็วางตัวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นอันดับ 2 ท่ามกลางกระแสข่าว ว่าเป็น 1 ในยุทธศาสตร์ที่พรรคอาจต้องปรับ เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยน เนื่องจากตลอดการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.เกิดขึ้น กลับมีคำถามถึงเป้าหมายของการขับไล่บุคคลในตระกูล "ชินวัตร" เกิดขึ้น

ด้วยกระแสข่าวที่ว่านี้ พรรคจึงพร้อมปรับเปลี่ยน  โดยตั้งข้อสังเกตได้ว่า ชื่อผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 3 และอันดับ 4 หรืออันดับ 5 กลับเป็นบุคคลที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งน่าจะเป็นที่ไว้วางใจได้ คือนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งการจัดวางบุคคลใน 3 ลำดับนี้ อาจหมายถึง การพลิกผันทางการเมือง หากลำดับที่ 1 และ 2 ต้องถอย เพื่อการเปิดกว้างทางการเมือง ก็อาจเป็นได้ว่า กลุ่มบุคคลใกล้ชิดกลุ่มที่ 2 จะเป็นจุดขายทางการเมืองแทน หรืออาจหมายถึงระยะยาว ที่ว่าด้วยการเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการเลือก"นายกรัฐมนตรี คนที่ 29"

แต่สำหรับชื่อผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ลำดับที่ 6 ไปจนถึงลำดับที่ 60 มีรายงานว่า พรรคได้ประเมินตัวเลขการเลือกตั้งเมื่อครั้งก่อนไว้ที่ผลการเลือกตั้ง ปี 2554 คือ 15,752,470 คะแนน จึงจัดลำดับบุคคลที่คาดการณ์ว่า จะเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองไว้ก่อน  ส่วนลำดับตั้งแต่ 61 ไปจนถึงลำดับที่ 80 จะยังคงใช้ระบบการเลื่อนขึ้น ด้วยปัจจัยที่ว่าด้วยส.ส.ที่เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ในระดับ "รัฐมนตรี" ต้องลาออกจากการเป็นส.ส. เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคในลำดับต่อไป ได้เดินเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

หากพิจารณาจากรายชื่อผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย จะเห็นได้ว่า มีทั้งผู้อาวุโสทางการเมือง,อดีตรัฐมนตรี,อดีต ส.ส.หลายสมัย,อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ที่พ้นโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองแล้ว,เครือญาติบุตรหลานของผู้ใหญ่ในพรรค แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยข้อกฎหมายเพื่อสนับสนุนพรรคมาก่อน  อาทิ  นายคณิน บุญสุวรรณ นายพนัส ทัศนียานนท์ และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

                             

นอกจากนั้นยังคงมีสมาชิกพรรคในกลุ่ม นปช. อาทิ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์,นายแพทย์เหวง โตจิราการ,นายอดิศร เพียงเกษ,นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือแม้แต่ผู้ที่เสนอแปรญัตติร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพื่อทุกคนทุกฝ่ายอย่าง "นายประยุทธ์ ศิริพานิช"อยู่ในลำดับที่ 56
                  
จึงน่าจะคาดการณ์ได้ว่าผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ลำดับที่ 6 ไปจนถึงลำดับที่ 80 จะได้รับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งทางการเมืองอย่างแน่นอน ส่วนลำดับที่ 80 ไปจนถึงลำดับที่ 125 หรือรายชื่อสมาชิกพรรค ที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทย ยังจัดทำไว้อีก 2 บัญชีด้วยกัน มีแนวโน้มทางการเมืองว่า พรรคได้คาดการณ์รายชื่อในแต่ละลำดับของบัญชีที่ 2 และบัญชีที่ 3  เพื่อพิจารณาเข้าสู่ตำแหน่งเช่นกัน แต่หมายถึง "ข้าราชการการเมือง" ตั้งแต่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงไป

ดังนั้นพรรคเพื่อไทย ในยามที่จะต้องต่อสู้ทางการเมืองภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องวางระบบภายใน ด้วยเงื่อนไขที่เข้มแข็งเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องพร้อมจะปรับเปลี่ยนในทุกสถานการณ์ด้วย เพื่อขอโอกาสทางการเมืองรอบใหม่ ที่พ้องกับสโลแกนการหาเสียงว่า "ขอคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคนอีกครั้ง"


กลับขึ้นด้านบน