“ธนวรรธน์” ชี้หากการเมืองรุนแรง จะทำให้เงินในระบบ ศก.หายเกือบ 2 แสนลบ.

“ธนวรรธน์” ชี้หากการเมืองรุนแรง จะทำให้เงินในระบบ ศก.หายเกือบ 2 แสนลบ.

“ธนวรรธน์” ชี้หากการเมืองรุนแรง จะทำให้เงินในระบบ ศก.หายเกือบ 2 แสนลบ.

รูปข่าว : “ธนวรรธน์” ชี้หากการเมืองรุนแรง จะทำให้เงินในระบบ ศก.หายเกือบ 2 แสนลบ.

นักวิชาการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุ การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่รุนแรง จะมีผลให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจหายไปเกือบ 200,000 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในภูมิภาคยังเชื่อมั่น และพร้อมลงทุนในปีนี้ แต่ยังจับตาปัญหาการเมืองอย่างใกล้ชิด นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาการเมืองและปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยหากปัจจัยการเมืองขาดเสถียรภาพ และเกิดความวุ่นวาย รวมทั้งปัญหามาบตาพุดไม่สามารถคลี่คลายได้ภายในครึ่งปีหลัง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวช้า จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 2-3 แต่มีโอกาสเกิดกรณีนี้ได้เพียงร้อยละ 10 โดยหากการเคลื่อนไหวทางการเมืองรุนแรงถึงขั้นปะทะกัน จะส่งผลต่อเม็ดเงินภาคการท่องเที่ยวหายไป 50,000 – 100,000 ล้านบาท การบริโภคชะลอตัว 30,000 – 50,000 ล้านบาท และเกิดการชะลอการลงทุน 20,000 – 40,000 ล้านบาท

ในทางตรงข้าม หากการเมืองมีเสถียรภาพ และสามารถแก้ปัญหามาบตาพุดได้ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว พร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนมาตรการไทยเข้มแข็ง จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3-4 ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด

ภายหลังสอบถามหอการค้าจังหวัดและคลังจังหวัดเกี่ยวกับการลงทุนของเอกชน พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่รอดูสถานการณ์การเมืองไตรมาสนี้ว่าจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ และคาดว่าจะลงทุนในปีนี้ ขณะที่การจ้างงานแต่ละจังหวัดเริ่มมีสัณญาณที่ดี จากการลงทุนที่มีแนวโน้มดีขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว

ด้าน น.ส.สุภาพรรณ ว่องไชยสิทธิ์ คลังจังหวัดระยอง คาดการณ์ว่า มีแรงงานถูกเลิกจ้างทันที 80,000 – 100,000 คน จากการชะลอโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ขณะเดียวกันปัญหานี้ยังส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้รัฐบาล ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

กลับขึ้นด้านบน