เขื่อนท่าแซะกับแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด

เขื่อนท่าแซะกับแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด

เขื่อนท่าแซะกับแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด

รูปข่าว : เขื่อนท่าแซะกับแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด

เขื่อนท่าแซะกับแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด

ทุเรียนในสวนของสมบูรณ์ พรหมเมฆ เกษตรกรตำบลสองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.พัทลุง ปีนี้ทำกำไรหลายหมื่นบาท หมุนเวียนกับพืชชนิดอื่นในสวน รายได้เฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านบาทของสมบูรณ์ คือความสำเร็จจากการพลิกฟื้นผืนดิน 40 ไร่ หลังถูกพายุเกย์ถล่มเมื่อปี 2532 กว่า 20 ปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลสำเร็จจากความเหน็ดเหนื่อย สมบูรณ์ ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ ที่จะทำให้พื้นที่ทำกินของเขาต้องจมอยู่ใต้น้ำ และคงต้องเริ่มสร้างตัวใหม่เหมือนครั้งที่โดนพายุเกย์ถล่ม

แนวสันเขาที่มีระยะห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร คือบริเวณที่ชาวบ้านบอกว่ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บตัวอย่างดินและหินไปสำรวจ เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดเป็นแนวสันเขื่อนสูง 79 เมตร ซึ่งหมายถึงว่าน้ำจะท่วมพื้นที่ตำบลสองพี่น้อง และตำบลคุริง 8,700 ไร่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 2,400 ไร่ และส่งผลกระทบต่อชาวบ้านกว่า 400 ครอบครัว

แม้คณะรัฐมนตรีจะมีคำสั่งชะลอโครงการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะมาตั้งแต่ปี 2539 แต่ประตูระบายน้ำคุริง ซึ่งจะใช้เป็นฝายชลประทานน้ำจากเขื่อนท่าแซะ ยังคงดำเนินการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีการผลักดันโครงการเขื่อนท่าแซะอีกครั้ง ปลุกกระแสคัดค้านของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะรู้สึกว่าโครงการดังกล่าวยังขาดการมีส่วนร่วม ขณะที่วัตถุประสงค์ในการสร้างเขื่อนก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่าเพื่อเกษตรกรรมหรือรองรับอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด

ที่ผ่านมา กรมชลประทานให้ข้อมูลว่า เขื่อนท่าแซะจะเป็นเขื่อนชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม และป้องกันปัญหาน้ำท่วมในตัวเมืองชุมพรช่วงฤดูน้ำหลาก และปัญหาภัยแล้ง ที่ในแต่ละปีจังหวัดชุมพรจะต้องประกาศพื้นที่ภัยแล้งถึง 8 อำเภอ เพราะสถิติน้ำฝนลดลงเหลือเพียง 1,300 มิลลิเมตร ขณะที่ในชุมพรไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเลย

แต่ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้าง ในการจัดการน้ำเพื่อสนองต่อระบบอุตสาหกรรม เพราะการทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่เป็นการปลูกพืชที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำในฤดูแล้ง เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ขณะที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมก็สามารถจัดการได้ด้วยระบบการจัดการน้ำขนาดเล็ก โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนที่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ป่าจำนวนมาก ชาวบ้านที่คัดค้านเขื่อนบอกว่าป่าคือต้นกำเนิดน้ำ ถ้าไม่มีป่าก็เท่ากับไม่มีน้ำ ซึ่งชุมชนก็จะไม่สามารถอยู่ได้ด้วยเช่นกัน


แท็ก

แท็ก

แท็ก
กลับขึ้นด้านบน