ญาติ "โกโต้ง" ปฏิเสธลักลอบขนชาวโรฮิงญา-ตร.มั่นใจมีหลักฐานเอาผิด

ญาติ "โกโต้ง" ปฏิเสธลักลอบขนชาวโรฮิงญา-ตร.มั่นใจมีหลักฐานเอาผิด

ญาติ "โกโต้ง" ปฏิเสธลักลอบขนชาวโรฮิงญา-ตร.มั่นใจมีหลักฐานเอาผิด

รูปข่าว : ญาติ "โกโต้ง" ปฏิเสธลักลอบขนชาวโรฮิงญา-ตร.มั่นใจมีหลักฐานเอาผิด

ญาติ วันนี้ (21 พ.ค.2558) ตำรวจเร่งสอบปากคำนายปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือ โกโต้ง ผู้ต้องหาคนสำคัญพร้อมพวกที่เกี่ยวข้องขบวนการค้ามนุษย์ หลังจากที่ถูกควบคุมตัวและขออำนาจศาลจังหวัดนาทวีฝากขังและแจ้งข้อหาทั้งหมดเมื่อวานนี้ ซึ่งเช้าวันนี้มีผู้ต้องหาเครือข่าวค้ามนุษย์อีก 3 คน เข้ามอบตัวสู้คดี ในการสอบปากคำตำรวจเน้นหาความเชื่อมโยงสมาชิกเครือข่ายที่เหลือที่คาดว่ามีอีกหลายคน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ตำรวจนำตัวนายโปเซี๊ยะ อังโชติพันธ์ ซึ่งเป็นญาติของนายปัจจุบัน ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ที่ถูกตำรวจควบคุมตัวได้ก่อนหน้า, นายสมพล อาดำ กำนันตำบลเกาะสาหร่าย จ.สตูล, นายสมบูรณ์ สันโด สมาชิก อบจ.สตูล และนายสมเกียรติ แก้วประดับ มาสอบปากคำเพิ่มเติม ทั้ง 4 คน ถูกออกหมายจับคดีเกี่ยวข้องค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาและเข้ามอบตัวกับตำรวจภูธรภาค 9 โดยตำรวจได้แยกตัวกันสอบปากคำ เบื้องต้นทั้ง 4 คน ปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา

ตำรวจเปิดเผยว่าแม้ทั้ง 4 คน ไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน แต่ก็ไม่หนักใจในทางคดี เพราะผู้ต้องหาที่มอบตัวก่อนหน้านี้หลายคนให้ข้อมูลตรงกัน และมีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดผู้ต้องหาคดีนี้ได้ทุกคน และหากการสอบปากคำทำให้ได้ข้อมูลและหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใคร ก็จะขอศาลออกหมายจับเพิ่มเติม

สำหรับชาวบังคลาเทศ 5 คน ที่ตำรวจจับกุมได้ข้อหาเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ตำรวจได้นำตัวไปควบคุมที่สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่เพื่อรอการสอบสวน ซึ่งตำรวจคาดว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติอีกหลายคน

ขณะที่ในวันนี้สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ได้มีผู้อพยพชาวโรฮิงญาจำนวนหนึ่งเดินทางหนีกลับเมียนมาเนื่องจากไม่สามารถทนต่อความทรมาน เนื่องจากการอดอาหารและน้ำระหว่างลอยลำอยู่กลางทะเลได้

ผู้นำชุมชนชาวโรฮิงญาภายในค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยในเมืองชิตตะเว่ รัฐยะไข่ของเมียนมา เปิดเผยว่ามีชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 50 คน หนีกลับมายังค่ายพักพิงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากพวกเขาถูกนายหน้าทรมานและไม่ได้รับอาหารและน้ำดื่มอย่างเพียงพอระหว่างการเดินทางกลางทะเลเป็นเวลานานหลายเดือน

นอกจากนี้ความพยายามปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทยและการตรวจตราเส้นทางการเดินเรืออย่างเข้มงวดของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายหน้าไม่สามารถลักลอบเดินเรือไปถึงจุดหมายได้ ทำให้จำเป็นต้องเดินทางกลับเมียนมา มีรายงานว่าชาวโรฮิงญาที่ประสงค์จะลักลอบเดินทางไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซียต้องจ่ายเงินให้กับนายหน้าคนละประมาณ 200 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ

หญิงชาวโรฮิงญารายหนึ่งเล่าว่า การสู้รบภายในรัฐยะไข่ ทำให้เธอตัดสินใจหนีออกจากค่ายพักพิงเมื่อ 3 เดือนที่แล้วพร้อมกับลูกชาย 2 คนและลูกสาวอีก 1 คน โดยเธอต้องขายบ้านเพื่อจ่ายค่านายหน้าลงเรือเดินทางออกนอกประเทศ แต่ด้วยอุปสรรคต่างๆ และการถูกทรมาน ทำให้เธอตัดสินใจเดินทางกลับไปยังเมียนมา
 


กลับขึ้นด้านบน