คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษายืนให้ระงับประมูล 3 จี

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษายืนให้ระงับประมูล 3 จี

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษายืนให้ระงับประมูล 3 จี

รูปข่าว : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษายืนให้ระงับประมูล 3 จี

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษายืนให้ระงับประมูล 3 จี

ศาลปกครองสุงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองกลางให้ระงับการประมูล 3 จีออกไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้คำพิพากษายังระบุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่มากนักเพราะมีผู้ประมูลเพียง 3 รายแต่หากให้มีการประมูลย่อมก่อให้เกิดความเสียหายที่มากกว่าคดีนี้ผู้ฟ้องคดีบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติออกประการ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้ คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงขอให้ศาลเพิกถอนประกาศดังกล่าว และ สั่งระงับการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่และ อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิพากษา ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่IMT ย่าน 2.1 GHz และการดำเนินการต่อไปตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองชั้นต้น

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในสามกรณี ดังนี้ กรณีที่หนึ่ง ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHzที่ประกาศเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นกฎที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้น่าจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ได้กำหนดให้คณะกรรมการร่วมมีอำนาจจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติตลอดจนจัดสรรคลื่นความถี่ ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกิจการวิทยุโทรคมนาคม แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะอ้างว่า คลื่นดังกล่าวเป็นคลื่นโทรคมนาคมตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ประกาศไว้เดิม และสอดคล้องกับตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งข้อบังคับของ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะดำเนินการตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง (1)(3) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ต้องมีการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ ตลอดจนจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกิจการวิทยุโทรคมนาคมโดยคณะกรรมการร่วมก่อนตามมาตรา 63 และมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่มีคณะกรรมการร่วมการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ ตลอดจนจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกิจการวิทยุโทรคมนาคมจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การกำหนดนโยบายและจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและแผนความถี่วิทยุของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 จึงมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุนี้การออกประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงน่าจะ ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว

กรณีที่สอง การให้กฎดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า ยังไม่มีการประมูลและยังไม่มีการออกใบอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูล ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามกฎต่อไป จึงมีผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องไม่มากนัก เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลเพียง 3 ราย หากให้มีการประมูลล่วงเลยไปจนถึงขั้นตอนการออกใบอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูลหากต่อมาศาลมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายที่มากกว่า และยากกว่าในการเยียวยาแก้ไขภายหลัง โดยอาจเกิดกรณีฟ้องร้องเกี่ยวกับผลการประมูล ทำให้เกิดปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนตามมา

กรณีที่สาม การให้ทุเลาการบังคับตามกฎเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐหรือแก่ การบริการสาธารณะหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในปัจจุบันการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G ได้มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ยอมรับว่าในระยะแรกการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ทำได้เพียงโครงข่ายขนาดเล็ก ไม่สามารถครอบคลุมได้ทั่วประเทศ และการจะครอบคลุมทั่วประเทศต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 4 ปี จึงเห็นได้ว่า การที่ขณะนี้ยังไม่มีการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3Gจึงไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่การบริการสาธารณะแต่อย่างใด นอกจากนี้ แม้การดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่การดำเนินกิจการเพื่อประโ


แท็ก

แท็ก

แท็ก
กลับขึ้นด้านบน