"พล.อ.ประยุทธ์" ย้ำเจตนายึดอำนาจเพื่อบ้านเมือง

"พล.อ.ประยุทธ์" ย้ำเจตนายึดอำนาจเพื่อบ้านเมือง

"พล.อ.ประยุทธ์" ย้ำเจตนายึดอำนาจเพื่อบ้านเมือง

รูปข่าว : "พล.อ.ประยุทธ์" ย้ำเจตนายึดอำนาจเพื่อบ้านเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำคณะบุคคลก่อเหตุยึดอำนาจรัฐประหาร กล่าวยอมรับว่าการกระทำที่เกิดขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.2557 เป็นความผิดในชีวิต แต่ไม่อาจปล่อยวางกับปัญหาที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ความล่มสลายได้ พร้อมชี้แจงว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ในวาระครบ 1 ปีของการเข้ามาบริหารบ้านเมือง รู้สึกพอใจกับผลการดำเนินงาน แม้งานบางด้านจะยังไม่สำเร็จทั้งหมดก็ตาม

ภาพรวมประเทศภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ย้ำว่า 1 ปีที่ผ่านมา เป็นเพียงหนังตัวอย่างและต้องขึ้นอยู่กับประชาชนจะเลือกใครมาบริหารประเทศในอนาคต แต่รอบปีนี้มีสัญญาณความเปลี่ยนแปลงหลายด้านในสังคมไทย หลังเผชิญกับวิกฤติความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง ก่อนเหตุการณ์ คสช.เข้ายึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ค.2557

บทบาททหารที่เป็นเนื้อเดียวกับ คสช.และรัฐบาลมาตลอด ปี โดยเฉพาะผู้นำเหล่าทัพที่มีตำแหน่งใน คสช.และรัฐบาล เป็นแรงหนุนสำคัญให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขับเคลื่อนประเทศ นอกเหนือจากการใช้มาตรการพิเศษดูแลสถานการณ์บ้านเมือง นับตั้งแต่กฎอัยการศึก มาจนมาถึงการใช้อำนาจหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาสำคัญเร่งด่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการจัดการกับคู่ขัดแย้งทางการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. แม้ว่าจะมีบางกลุ่มพยายามสร้างความรุนแรงขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นเหตุลอบวางระเบิดในกรุงเทพมหานคร หรือในพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า จุดแข็งของ คสช.และรัฐบาลนี้คือ การใช้มาตรการพิเศษทางกฎหมายและการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง แต่รัฐบาลนี้ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่แก้ไขได้ยากจนบางฝ่ายมองว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล

แม้มาตรการพิเศษทางกฎหมาย เป็นเครื่องมือสำคัญของ คสช.และรัฐบาลนี้ เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ แต่เหนือกว่านั้นคือการสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจและให้ความร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะปัญหาของชาวโรฮิงญา กรณีอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ถือเป็นอีกสถานการณ์ที่ได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส

การแก้ปัญหารอบด้านทั้งหมดนี้ ยังเป็นภาพสะท้อนบทบาทผู้นำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้บทเรียนจากเหตุการณ์รัฐประหารในอดีตมาแก้ไขปรับปรุง เพราะการรัฐประหารโดย คสช.ครั้งนี้ ไม่ได้ใช้เพียงอำนาจความเด็ดขาด แต่ยังมีความพยายามวางรากฐานปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศปี 2558-2563 รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับกระแสสังคมและเสียงของประชาชน โดยเฉพาะการยอมเปิดทางทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะส่งผลให้โรดแมป คสช.ต้องเคลื่อนไปจากเดิมและกระทบไปถึงงานในส่วนอื่นๆ

การยึดอำนาจรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำมาโดยตลอดว่าไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจ แต่สิ่งที่ภูมิใจนั้นคือการได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและแม้จะบอกว่าไม่ได้ต้องการอยู่ในตำแหน่งนาน หรือคิดจะสืบทอดอำนาจ แต่ด้วยเงื่อนไขและบริบทแวดล้อมที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มว่าพล.อ.ประยุทธ์ พร้อม คสช.และรัฐบาล-คสช. อาจต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อไปอีก ไม่ต่ำกว่า 1 ปี ด้วยภารกิจหลักเรื่องการปฏิรูปประเทศและการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจไม่พร้อมที่จะรองรับสภาวะการคืนอำนาจอธิปไตยไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ด้วยประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นได้


กลับขึ้นด้านบน