ศาลยกฟ้อง "อภิชาต พงษ์สวัสดิ์" คดีชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์ฯ

ศาลยกฟ้อง "อภิชาต พงษ์สวัสดิ์" คดีชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์ฯ

ศาลยกฟ้อง "อภิชาต พงษ์สวัสดิ์" คดีชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์ฯ

รูปข่าว : ศาลยกฟ้อง "อภิชาต พงษ์สวัสดิ์" คดีชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์ฯ

วันนี้ (11 ก.พ.2559) ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษายกฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักกิจกรรมและนักวิชาการด้านกฎหมายรุ่นใหม่ที่เป็นจำเลยในคดีความผิดตามกฎอัยการศึกและประกาศ คสช. เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง จากการจัดกิจกรรมต้านรัฐประหารที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ

ภายหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง สำนักงานศาลยุติธรรมได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงรายละเอียดของคำพิพากษา ดังนี้

วันนี้ เวลา 09.00 น. ที่ศาลแขวงปทุมวัน ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 363/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 134/2559 ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักกิจกรรมและนักวิชาการด้านกฎหมายรุ่นใหม่ เป็นจำเลยในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 และมาตรา 8, 11 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 215 วรรคแรก, 216 และ 368 วรรคแรก จากกรณีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพมหานคร เพื่อคัดค้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2557

ศาลพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบข้อเท็จจริงว่า ความผิดในข้อหาตามที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนั้น เป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่ที่อยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของกองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อันเป็นหน่วยงานที่ ร.ต.ท.ชลิต มณีพราว พนักงานสอบสวนคดีนี้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งจะทำให้ ร.ต.ท.ชลิตมีอำนาจในการสอบสวนความผิดนั้นได้ เนื่องจากตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ลักษณะที่ 2 เรื่องการจัดระเบียบราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในมาตรา 10 ได้บัญญัติไว้ว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการดังต่อไปนี้ (1) สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (2) กองบัญชาการ” และในวรรคสองของมาตราดังกล่าวได้บัญญัติไว้ว่า “การแบ่งส่วนราชการตาม (1) เป็นกองบัญชาการหรือการจัดตั้งกองบัญชาการตาม (2) ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่น ให้ออกเป็นกฎกระทรวงและให้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้นแล้วแต่กรณี” แสดงว่าการแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกองบังคับการจะต้องออกเป็นกฎกระทรวง และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองบังคับการจะต้องกำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน การออกกฎกระทรวงกำหนดอำนาจและหน้าที่ของกองบังคับการถือเป็นข้อบังคับซึ่งระบุอำนาจและหน้าที่ของตำรวจภายในกองบังคับการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16

เมื่อไม่ปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก ร.ต.ท.ชลิต และไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์โดยมีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาแสดงเป็นพยานหลักฐาน เพื่อให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการปราบปราม และกฎกระทรวงดังกล่าว ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของกองบังคับการปราบปรามไว้ว่า ความผิดในข้อหาตามที่ฟ้องซึ่งเกิดในท้องที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครนั้นอยู่ในเขตอำนาจและหน้าที่การสอบสวนของกองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่า กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนความผิดอาญาที่เกิดขึ้นในท้องที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตามข้อกล่าวหาในคดีนี้ และฟังไม่ได้ต่อไปอีกด้วยว่า ร.ต.ท.ชลิต พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อกล่าวหาในคดีนี้เช่นกัน

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ร.ต.ท.ชลิตมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีนี้ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่ามีการสอบสวนความผิด ต่อไปอีก พิพากษายกฟ้อง

กลับขึ้นด้านบน