โฆษกแจงรัฐบาลไม่ละเลยผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ้างม.44 ย่นเวลาหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โฆษกแจงรัฐบาลไม่ละเลยผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ้างม.44 ย่นเวลาหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โฆษกแจงรัฐบาลไม่ละเลยผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ้างม.44 ย่นเวลาหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รูปข่าว : โฆษกแจงรัฐบาลไม่ละเลยผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ้างม.44 ย่นเวลาหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โฆษกรัฐบาลระบุ ไม่ละเลยผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ้างคำสั่ง หน.คสช.ที่ 9/59 ช่วยย่นเวลาโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น หาผู้ร่วมลงทุนควบคู่ประเมินผลกระทบ วอนกลุ่มองค์กรต่างๆ เปิดใจรับฟังมุมมองด้านอื่นด้วย

วันนี้ (12 มี.ค.) พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่นักวิชาการหรือกลุ่มเอ็นจีโอออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้มีออกมาเพื่อละเลยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือนำเรื่องสุขภาพอนามัยประชาชน ไปเป็นตัวประกันในการดำเนินโครงการใดๆ ของภาครัฐ ตามที่มีการกล่าวอ้างกัน แต่ คสช.และรัฐบาลมีเจตนาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น ผ่านโครงการเมกะโปรเจ็คด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม การชลประทาน ที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล หรือการป้องกันสาธารณภัย ที่ต้องทำให้กระบวนการขั้นตอนการดำเนินงานมีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็วควบคู่กันไปด้วย

“จากเดิมที่โครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ จะต้องเริ่มต้นที่ขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายโครงการที่มีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของรายงานจึงใช้เวลานาน ทำให้ไม่สามารถเริ่มดำเนินการในขั้นตอนอื่นต่อไปได้ ทั้งการหาผู้ร่วมลงทุน หรือลงนามในสัญญา ดังนั้น คำสั่งนี้จึงมีขึ้นเพื่อให้ขั้นตอนต่อ ๆ ไปสามารถทำควบคู่กันไปได้”

พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า ปัญหาเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รัฐบาลจึงต้องการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน โดยในช่วงต้นปี 2559 จะมุ่งผลสำเร็จของมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาล ส่วนกลางปีถึงปลายปี จะเน้นการลงทุนเมกะโปรเจ็คด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการลงทุน และเกิดการจ้างงาน ฯลฯ โดยหากโครงการต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ก็ยิ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

“ท่านนายกฯ และรัฐบาลยินดีรับฟังข้อห่วงใยของกลุ่มองค์กรทั้งหลาย แต่ทั้งสองฝ่ายก็ต้องรับฟังซึ่งกันและกัน โดยยืนยันว่าจะไม่ให้การทำ EIA หรือ EHIA เป็นเพียงแค่พิธีกรรม หรือการกระทำให้ครบตามขั้นตอนเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชน หากในที่สุดผลการประเมินไม่ผ่าน ก็จะไม่ดำเนินการต่ออย่างแน่นอน ขณะเดียวกันกลุ่มองค์กรต่างๆ ก็ต้องเข้าใจภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จำเป็นต้องเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จึงจำเป็นต้องบริหารโครงการโดยใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ ยอมรับว่าในอนาคตอาจเกิดผลกระทบต่อผู้ร่วมลงทุนบ้าง หากผลการประเมินไม่ผ่าน แต่ยืนยันว่าจะไม่เกิดความเสียหาย เพราะยังไม่มีการผูกพันสัญญาใดๆ

รัฐบาลจึงขอวิงวอนให้กลุ่มองค์กรทั้งหลาย ได้เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริง และเปิดใจรับฟังมุมมองด้านอื่นควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาล สนช. และสปท. กำลังเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการ EIA และ EHIA ให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อวางรากฐานการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนต่อไป”

กลับขึ้นด้านบน