"ไทยพีบีเอส" ส่งหนังสือถึง "สถาบันอิศรา" ชี้แจงข่าวพนักงานรับเงินเอแบคโพล

"ไทยพีบีเอส" ส่งหนังสือถึง "สถาบันอิศรา" ชี้แจงข่าวพนักงานรับเงินเอแบคโพล

"ไทยพีบีเอส" ส่งหนังสือถึง "สถาบันอิศรา" ชี้แจงข่าวพนักงานรับเงินเอแบคโพล

รูปข่าว : "ไทยพีบีเอส" ส่งหนังสือถึง "สถาบันอิศรา" ชี้แจงข่าวพนักงานรับเงินเอแบคโพล

"ไทยพีบีเอส" ส่งหนังสือถึงสถาบันอิศราชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวสื่อมวลชนรับเงินจากสำนักวิจัยเอแบคโพล ซึ่งมีพนักงานไทยพีบีเอสรวมอยู่ด้วย ระบุกรณีนี้มีการสอบสวนภายในแล้ว ยืนยันยึดมั่นจรรยาบรรณ และให้ความร่วมมือในการสอบสวนของสมาคมวิชาชีพมาโดยตลอด

วันนี้ (13 มี.ค.2559) งานสื่อสารองค์การ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้ส่งจดหมายถึงผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ชี้แจงกรณีที่พนักงาน ส.ส.ท.เป็นข่าวเกี่ยวข้องกับการรับเงินของเอแบคโพล มีเนื้อหาดังนี้

จากกรณีที่เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรานำเสนอข่าวการรับเงินจากสำนักวิจัยเอแบคโพล โดยมีพนักงาน ส.ส.ท.ตกเป็นข่าวว่าเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวด้วย

ส.ส.ท.จึงเรียนมายังท่าน เพื่อชี้แจงให้ทราบดังนี้

1. ส.ส.ท.เป็นองค์กรที่มีการดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานและลูกจ้างมาโดยตลอด แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ปี 2552 และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นการภายในมาแล้วหลายครั้ง

2. ส.ส.ท.ได้ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสอบสวนที่แต่งตั้งโดยสมาคมวิชาชีพทั้ง 4 แห่ง ในการให้ข้อมูลมาโดยตลอด และเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมาและครบถ้วนในทุกประเด็นที่คณะกรรมการต้องการทราบ

3. การยึดมั่นในข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ทำให้ ส.ส.ท.ดำเนินการสอบสวนกรณีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ตั้งแต่ที่ปรากฏเป็นข่าวของสำนักข่าวอิศรา วันที่ 10 กรกฎาคม 2558

4. คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ ส.ส.ท. ตามคำสั่งที่ 186/2558 ได้สรุปผลการสอบสวนให้กับผู้อำนวยการ ส.ส.ท.แล้ว พบว่ามีผู้ปฏิบัติงานคนหนึ่ง ที่ออกไปทำงานในวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ให้ข้อมูลเป็นเอกสารว่า ได้รับมอบหมายให้ออกไปทำงานแถลงข่าวที่สำนักวิจัยเอแบคโพล

"เมื่อทำงานเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่สำนักวิจัยเอแบคโพลแจ้งว่า มีเอกสารจะมอบให้เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม และได้ยื่นเอกสารขนาดเอ 4 ให้ ระบุว่า เป็นผลการสำรวจที่สำนักวิจัยได้เก็บรวบรวมไว้เป็นสถิติ ต่อมาภายหลังได้ดูเอกสารดังกล่าว พบว่ามีซองกระดาษคล้ายซองจดหมายขนาดเล็กสอดมาในเอกสารดังกล่าวด้วย เมื่อเปิดออกพบว่าข้างในมีเงินสดอยู่จำนวนหนึ่ง และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โดยคิดว่าตนเองสามารถรับเงินดังกล่าวไว้ได้และเข้าใจว่า สำนักวิจัยคงมอบเงินให้เป็นสินน้ำใจกับนักข่าวทุกคนที่ไปทำข่าวให้ ดังนั้นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจึง สรุปว่า การกระทำของพนักงานคนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับ จริยธรรม ของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พ.ศ.2551 และข้อบังคับด้านจริยธรรมของวิชาชีพ จึงมีมูลกล่าวหาว่า พนักงาน ส.ส.ท.คนดังกล่าว กระทำผิดวินัย"

และต่อมาพนักงานคนดังกล่าวได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของ ส.ส.ท.เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 ดังนั้นจึงไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบ ส.ส.ท.ว่าด้วยข้อปฏิบัติทางวินัยและการดำเนินการทางวินัยของพนักงานและลูกจ้าง

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหาร ส.ส.ท.มีความตระหนัก และมีการเน้นย้ำกับพนักงานในเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพตลอดเวลา และยังมีความตระหนักในความสำคัญขององค์กรวิชาชีพ รวมทั้งให้ความร่วมมือในการตรวจสอบติดตามผล และการกำกับดูแลกันเองมาโดยตลอด

ขอแสดงความนับถือ
งานสื่อสารองค์การ
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)

 

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน