จวกจีนใช้แม่น้ำโขงเป็นเกมการเมือง-ต่อรองท้ายน้ำ ระบุทำลายแหล่งเกษตรดีที่สุดในอีสาน

จวกจีนใช้แม่น้ำโขงเป็นเกมการเมือง-ต่อรองท้ายน้ำ ระบุทำลายแหล่งเกษตรดีที่สุดในอีสาน

จวกจีนใช้แม่น้ำโขงเป็นเกมการเมือง-ต่อรองท้ายน้ำ ระบุทำลายแหล่งเกษตรดีที่สุดในอีสาน

รูปข่าว : จวกจีนใช้แม่น้ำโขงเป็นเกมการเมือง-ต่อรองท้ายน้ำ ระบุทำลายแหล่งเกษตรดีที่สุดในอีสาน

เอ็นจีโอจวกจีนใช้แม่น้ำโขงต่อรองประเทศท้ายน้ำ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง หลังสร้างเขื่อนนับสิบแห่งกั้น ด้านนักวิชาการระบุ การปล่อยน้ำจากเขื่อน สร้างผลกระทบให้กับแหล่งเกษตรกรรมที่ดีที่สุดในภาคอีสาน

วันนี้ (22 มี.ค.) นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง (Mekong Energy and Ecology Network: MEE-NET) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เปิดเผยว่า การประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปร่วมประชุมกับผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง ที่มณฑลไห่หนาน ประเทศจีนนั้น ตนมีความเห็นว่าขณะนี้อำนาจในการจัดการแม่น้ำโขงอยู่ในมือจีน ทั้งๆ ที่แม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรส่วนรวมของภูมิภาค การที่จีนแถลงว่า ระบายน้ำออกจากเขื่อนจิงหง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่ประเทศในลุ่มน้ำโขงนั้น กลับสะท้อนว่าหลักการ 3 ข้อนั้น ไม่ถูกนำมาใช้เลย ได้แก่ 1.การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจีนเคยรับปากไว้ เมื่อก่อนหน้านี้หลายปี ซึ่งขณะนั้นมีปัญหาระดับน้ำโขงผันผวน แต่ก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเขื่อนอย่างเพียงพอ 2.การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย 3.ความรับผิดชอบข้ามพรมแดน

“น่ากลัวมากๆ ผมว่า การที่จีนทำแบบนี้เป็นการสร้างประโยชน์ทางการเมือง เป็นการนำเรื่องแม่น้ำโขงมาต่อรองทางการเมือง หากเป็นเช่นนี้เท่ากับว่า จีนมีอำนาจต่อรองอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งๆ ที่ขณะนี้เราต้องการ flow ของข้อมูล ซึ่ง 6 ประเทศลุ่มน้ำโขงต้องรู้ข้อมูลสถานการณ์น้ำร่วมกัน แต่พบว่า จีนกลับใช้กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เป็นเงื่อนไขต่อรองกับประเทศท้ายน้ำ โดยมีเขื่อนแม่น้ำโขงเป็นเครื่องมือและเงื่อนไข แม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรส่วนรวมที่ควรจะปลอดจากการเมือง” นายวิฑูรย์กล่าว

 

ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่ผู้แทนกรมทรัพยากรน้ำของไทยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้จีนเริ่มให้ข้อมูลการปล่อยน้ำจากเขื่อนทั้งที่ก่อนหน้านี้ไทยเรารู้จากเรือจีนที่เดินทางลงมาเท่านั้น เท่ากับทางการไทยยอมรับว่า ก่อนหน้านี้จีนไม่เปิดเผยข้อมูลมาก่อน

ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ผลกระทบจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนจีนเป็นปริมาณมากในเวลานี้เกิดกับแหล่งอาหารและธุรกิจส่งออกของภาคอีสาน โดยพื้นที่ริมฝั่งโขง ตั้งแต่จ.หนองคายไปจนถึงนครพนม คือพื้นที่ทำการเกษตรที่ดีที่สุดในภาคอีสาน ผลผลิตที่สำคัญของเกษตรริมโขงคือพืชผักที่เป็นอาหารของชาวบ้าน รวมถึงยาสูบ ไปจนถึงมะเขือเทศและพริกสำหรับทำซอสบริโภคในประเทศและส่งออก

“เชื่อไหมว่าซอสในร้านอาหาร 200 เยนที่ญี่ปุ่น ก็เสิร์ฟจากซอสที่ผลิตจากพริก และมะเขือเทศจากเกษตรริมโขง ขณะที่คนชอบรับประทานส้มตำหรือต้มยำ มะเขือเทศลูกเล็กๆ ที่เรียกว่ามะเขือส้มที่ใส่ลงไปในอาหารจานโปรดนั้น ก็มาจากเกษตรริมโขง ซึ่งในวงการอุตสาหกรรมผลิตซอสถือว่ามะเขือเทศจากเกษตรริมโขงเป็นมะเขือเทศที่มีคุณภาพสูงกว่าปลูกในพื้นที่อื่นๆ” ดร.ไชยณรงค์กล่าว

 

อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวว่า เกษตรริมโขงยังทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นจาการจ้างงานสำหรับการทำเกษตรริมโขง และยังทำให้เกิดธุรกิจส่งออกซอสไปยังต่างประเทศ ซึ่งการปล่อยน้ำจากเขื่อนของจีนบ่อยครั้ง ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรริมโขงและเกษตรกรได้รับความเสียหาย และนั่นหมายถึงการสูญเสียแหล่งผลิตอาหารของคนท้องถิ่น คนอีสาน และโลกใบนี้ ดังนั้นการปล่อยน้ำจากเขื่อนจีนจึงเป็นหายนะ ไม่ใช่บุญคุณ

นายนิชล ผลจันทร์ ชาวบ้านริมแม่น้ำโขง จ.บึงกาฬ กล่าวว่า น้ำโขงเพิ่มระดับเมื่อเช้าวานนี้ (21 มี.ค.) โดยมีความสูงของระดับน้ำประมาณ 30-40 เซนติเมตร ที่หาดสีดา ต.หนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ระดับน้ำโขงที่ผันผวนทำให้ปริมาณปลาที่ชาวประมงพื้นบ้านจับได้ในแม่น้ำโขงน้อยลงทุกปี โดยเฉพาะในช่วงปี 2556 – 2559

“ชาวประมงบอกว่าคนในเมืองบ่ตาย คนสิตายคือไทเฮา คนจนที่อาศัยแม่น้ำโขงเป็นแหล่งอาหาร” นายนิชลกล่าว

กลับขึ้นด้านบน