ศาลเยาวชนฯ ตัดสินให้ "ด.ญ.คาร์เมน" เป็นบุตรโดยชอบของผู้ว่าจ้างอุ้มบุญ

ศาลเยาวชนฯ ตัดสินให้ "ด.ญ.คาร์เมน" เป็นบุตรโดยชอบของผู้ว่าจ้างอุ้มบุญ

ศาลเยาวชนฯ ตัดสินให้ "ด.ญ.คาร์เมน" เป็นบุตรโดยชอบของผู้ว่าจ้างอุ้มบุญ

รูปข่าว : ศาลเยาวชนฯ ตัดสินให้ "ด.ญ.คาร์เมน" เป็นบุตรโดยชอบของผู้ว่าจ้างอุ้มบุญ

วันนี้ (26 เม.ย.2559) ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางตัดสินให้คู่สมรสชายรักชาย ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างหญิงไทยอุ้มบุญเป็นผู้ปกครองของ ด.ญ.คาร์เมน เลค แต่ผู้เดียว ด้านทนายแม่อุ้มบุญเผยลูกความยังไม่ตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

นายรัชพล ศิริกุลจิตต์ ทนายความของนายกอร์ดอน เลค ผู้ร้องขอให้ ด.ญ.คาร์เมนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวหลังฟังคำพิพากษาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับรองให้ ด.ญ.คาร์เมน เลค เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายกอร์ดอน เลค และให้นายกอร์ดอนมีอำนาจปกครอง ด.ญ.คาร์เมนแต่เพียงผู้เดียว

ด้านนายมานูเอล ซานโตส คู่สมรสของนายกอร์ดอน ที่รับมอบอำนาจมาฟังคำตัดสินของศาลระบุว่า รู้สึกดีใจที่คำตัดสินออกมาเช่นนี้และได้ส่งข่าวให้นายกอร์ดอนที่ขณะนี้อยู่ที่ประเทศสเปนทราบแล้ว และนายกอร์ดอนก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน

มีรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ (27 เม.ย.) นายกอร์ดอนจะเดินทางมาจากสเปนเพื่อดำเนินการทำหนังสือเดินทางให้ ด.ญ.คาร์เมน

ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสติดต่อทนายความของ น.ส.ยลรดา กุศลสร้าง แม่อุ้มบุญ ภายหลังศาลมีคำสั่งดังกล่าว ซึ่งทนายความบอกว่ายังไม่ทราบว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

นายกอร์ดอนได้ว่าจ้าง น.ส.ยลรดา ให้เป็นผู้ตั้งครรภ์ แต่หลังจากคลอด ด.ญ.คาร์เมนแล้ว น.ส.ยลรดาไม่ลงนามยินยอมให้ ด.ญ.คาร์เมนออกนอกประเทศและต้องการเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กหญิงคาร์เมน ส่งผลให้นายกอร์ดอนและคู่สมรสดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอเป็นผู้ปกครอง ด.ญ.คาร์เมน โดย น.ส.ยลรดาได้ยื่นคัดค้าน จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายกอร์ดอนเป็นผู้ชนะคดีในวันนี้ 

นายมานูเอล คู่สมรสของนายกอร์ดอนกล่าวภายหลังฟังคำสั่งศาลว่า ขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่เอาใจช่วย โดยเฉพาะทีมทนายความและผู้ที่ช่วยบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือพวกเขาต่อสู้คดี

"เราจะพาคาร์เมนกลับสเปนเร็วๆ นี้ หลังจากสู้มานาน 15 เดือน เราจะได้พาคาร์เมนกลับสเปน เรายังไม่รู้กำหนดที่แน่นอน แต่จะเป็นเร็วๆ นี้" นายมานูเอลกล่าวพร้อมกับสะอื้นด้วยความดีใจ

สรุปคำสั่งศาลคดี "ด.ญ.คาร์เมน"

กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม เผยแพร่เอกสารสรุปคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีเรียกร้องสิทธิเป็นผู้ปกครอง ด.ญ.คาร์เมน เลค ดังนี้

ศาลได้มีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ พ.1239/2558 หมายเลขแดงที่ พ.716/2559 ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ในบทเฉพาะกาลมาตรา 56 มีเจตนารมณ์ให้ศาลใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนตามสมควรแก่กรณีของแต่ละคดี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและประโยชน์สูงสุดของผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน ส่วนสามีหรือภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนผู้มีสิทธิยื่นคำร้องก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5

คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นข้อยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนโดยการถ่ายโอนตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างอสุจิของผู้ร้องกับไข่ที่ได้รับบริจาคจากหญิงอื่นเข้าสู่โพรงมดลูกของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทน ต่อมาผู้คัดค้านให้กำเนิดเด็กหญิงที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนครั้งนี้ จากนั้นผู้ร้องรับเด็กหญิงคนดังกล่าวไปอุปการะเลี้ยงดูนับแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาไต่สวนก็มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ผู้ร้องอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงด้วยความรักและเอาใจใส่ นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านยังแถลงไม่คัดค้านหากศาลจะมีคำสั่งให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง จากพฤติการณ์ตามที่วินิจฉัยมาจึงสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง

ปัญหาประเด็นสุดท้ายมีว่า สมควรกำหนดให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงร่วมกัน หรือสมควรกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียวเห็นว่า ผู้ร้องรับเด็กหญิงไปอุปการะเลี้ยงดูตลอดมานับแต่แรกเกิด ปัจจุบันเด็กหญิงมีอายุ 1 ปี 3 เดือนเศษ อยู่ในวัยที่พอจะรู้ความและมีความรู้สึกผูกพันกับผู้ที่ให้การอุปการะเลี้ยงดูอยู่เป็นประจำ หากเปลี่ยนผู้อุปการะเลี้ยงดูย่อมก่อผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของเด็กหญิง อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการไต่สวนพยานผู้ร้องก็รับฟังได้ว่า ผู้ร้องอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงด้วยความรักและเอาใจใส่ และถึงแม้ผู้ร้องเป็นคนรักร่วมเพศ แต่ความเป็นคนรักร่วมเพศมิใช่อุปสรรคที่จะทำให้ผู้ร้องไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงให้ได้รับความสุขและความอบอุ่นเท่ากับเด็กอื่นๆ ส่วนผู้คัดค้านมิใช่ภริยาผู้ร้องทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย อีกทั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านก็มีภูมิลำเนาอยู่คนละประเทศ หากศาลมีคำสั่งให้ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงร่วมกันย่อมเกิดอุปสรรคในอำนาจปกครองและการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งจะไม่เป็นผลดีแก่เด็กหญิง

จากพฤติการณ์ตามที่วินิจฉัยมา จึงสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงเพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก

จึงมีคำสั่งว่า เด็กหญิงคนดังกล่าวเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง และให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงเพียงผู้เดียว

 

กลับขึ้นด้านบน