ภาพยนตร์เรื่องแรกของ วี- วิโอเลต วอเทียร์

ภาพยนตร์เรื่องแรกของ วี- วิโอเลต วอเทียร์

ภาพยนตร์เรื่องแรกของ วี- วิโอเลต วอเทียร์

เรียกว่าประสบความสำเร็จในฐานะคนเบื้องหน้าวงการหนัง หลังรับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เวทีสุพรรณหงส์ปีล่าสุด แต่อีกด้านของ "วี วิโอเลต วอเทียร์" ที่หลายคนยังไม่รู้คือการนั่งแท่นผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ทำหนังสั้นของตัวเองเตรียมฉาย

รูปข่าว : ภาพยนตร์เรื่องแรกของ วี- วิโอเลต วอเทียร์

สลัดภาพคนเบื้องหน้ามาอยู่หลังจอมอนิเตอร์ ดูแลการถ่ายทำอย่างใกล้ชิดแบบช็อตต่อช็อต อีกมุมที่ไม่เคยเห็นของนักร้อง-นักแสดงสาว "วี-วิโอเลต วอเทียร์" ถ่ายทำหนังสั้นโปรเจกต์จบการศึกษา ทำหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท และสอนการแสดง โดยมีเพื่อนสนิท นท พนายางกูร แสดงนำ ถ่ายทอดมุมมองความคิดผู้หญิงผ่านเรื่องเล่าของเพื่อนสนิท 3 คน

"ด้วยความที่วีเป็นคนที่มีความเป็นผู้หญิงสูงมาก เลยอยากทำหนังที่เป็นมุมผู้หญิงๆ ทั้งเรื่องมีแต่ผู้หญิง ไม่มีเสียงผู้ชายหรืออะไรเลย"

 

 

ถ่ายทำเพียง 3 วัน ก็เข้าสู่ขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น ซึ่งวีบอกว่านี้ยากเป็นพิเศษ เพราะหนังของเธอเน้นนำเสนอภาพเป็นหลัก การตัดต่อเลยต้องละเอียดมาก ตอนนี้ก็เร่งทำให้ทันฉายในเทศกาลกางจอของนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ที่จะถึงวันที่ 2-3 กรกฎาคมนี้

 

วิโอเลต สร้างชื่อในวงการหนังจาก "ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ" จนได้รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เวทีสุพรรณหงส์ หนังสั้นเรื่องแรกวิโอเลตจึงให้ผู้กำกับคนสนิท เต๋อ-นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ เป็นที่ปรึกษา ร่วมกับชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับ "เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ" โดยเน้นเรื่องภาพและบทเป็นพิเศษ ซึ่งใช้เวลาเตรียมการถึง 5 เดือน

"เราดูการเซ็ตจากพี่เต๋อ การวางอาร์ตในฉากละเอียด บางทีตอนจัดฉากก็จะบอกเลยเติมเหลืองหน่อย คือการเติมสีเหลืองในฉาก เพื่อเป็นการสร้างสีสัน มันไม่ใช่ว่าวีทำหนังสีชมพู แล้วต้องเป็นสีชมพูทุกอย่าง มันต้องมีหยอดแดง น้ำเงิน เหลืองบ้าง ตรงนั้นตรงนี้ ให้ดูหลากหลาย"

 

สำหรับวิโอเลต การแต่งเพลงและสร้างภาพยนตร์แทบไม่ต่าง เพราะต้องอาศัยทักษะการเขียนและการเล่าเรื่องเป็นหลัก ซึ่งเธอมีผู้กำกับหญิงเก่งอย่่าง โซเฟีย คอปโปลาร์ แบบอย่าง มีผลงาน Lost in Translation คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เวทีออสการ์ ปี 2004 และยังเป็นผู้กำกับหญิงอเมริกันคนแรกที่ได้รางวัลสิงโตทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ ในฐานะนักแสดงและนักศึกษาภาพยนตร์ วิโอเลต ยังอยากให้วงการหนังไทยพัฒนามากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

 

"ภาพยนตร์ไทยเน้นว่าเอาดารามาเล่น โดยที่บทยังไม่แน่น แต่จะขายดารามากกว่า วีเลยรู้สึกว่าถ้าทำบทดีจริงๆ เอาใครเล่นก็ได้ คนไหนเล่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งดารา คนก็จะดู ขณะที่หนังหลายๆ เรื่องบทยังไม่แข็งแรงเลย เริ่มทำพรีโพรแล้ว เริ่มถ่ายแล้ว หรือบางทีไปแก้หน้างาน"

วิโอเลต มีแผนหลังเรียนจบ ไปเรียนรู้เพิ่มเติมกับค่ายหนังที่เคยร่วมงานอย่าง GDH โดยเน้นที่การเขียนบทเป็นหลัก เพราะอยากนำความรู้มาต่อยอดบนเส้นทางสายภาพยนตร์

 

 

กลับขึ้นด้านบน