ศาลฎีกาสั่งเอกชนจ่าย 5 แสนบาทชดใช้ผู้เสียหายคดีโคบอลต์ 60 รั่ว ปี 43

ศาลฎีกาสั่งเอกชนจ่าย 5 แสนบาทชดใช้ผู้เสียหายคดีโคบอลต์ 60 รั่ว ปี 43

ศาลฎีกาสั่งเอกชนจ่าย 5 แสนบาทชดใช้ผู้เสียหายคดีโคบอลต์ 60 รั่ว ปี 43

รูปข่าว : ศาลฎีกาสั่งเอกชนจ่าย 5 แสนบาทชดใช้ผู้เสียหายคดีโคบอลต์ 60 รั่ว ปี 43

ศาลฎีกาพิพากษาให้บริษัทเอกชน จ่ายค่าเสียหายกว่า 5 แสนบาท ไม่รวมดอกเบี้ย ให้ผู้เสียหาย ในคดีรังสีโคบอลต์ 60 รั่วไหล บริเวณร้านรับซื้อของเก่าในซอยวัดมหาวงศ์ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี 2543

วันนี้ (8 มิ.ย.2559) เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรังสีโคบอลต์รั่วไหล ที่ น.ส.จิตราภรณ์ เจียรอุดมทรัพย์, ด.ญ.ศศิกาญจน์ ทรงศรีพิพัฒน์, นางถวิล แซ่เจี่ย, นายเสถียร พันธุขันธ์ บิดา นายนิพนธ์ พันธุขันธ์, นางนงค์ พันธุ์ขันธ์ มารดา นายนิพนธ์, น.ส.สุรีย์น้อย อยู่เจริญ, น.ส.จันทร์ทิพย์ เพชรรัตน์, น.ส.สมใจ แก้วประดับ, นายจิตร์เสน จันทร์สาขา, นายสนธยา สระประทุม, นายบุญถึง ศิลา และ น.ส.พัฒนา ธรรมนิยม ที่ได้รับผลกระทำจากรังสีโคบอลต์-60 เป็นโจทก์ที่ 1-12 ตามลำดับ ยื่นฟ้อง บริษัท กมลสุโกศล อิเล็คทริค จำกัด, บริษัท กมลสุโกศล จำกัด, นางกมลา สุโกศล กรรมการผู้จัดการบริษัท, น.ส.เลียบ เธียรประสิทธิ์ กรรมการบริษัท และ นายเชวง สุวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายเครื่องมือแพทย์ เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายรวม 109,264,360 บาท

ทั้งนี้ตามฟ้องโจทก์ ระบุว่า เมื่อเดือน ม.ค.43 พวกจำเลยเป็นผู้ครอบครองเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 โดยมิได้รับอนุญาตจากสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติแห่งชาติ (พปส.) ตามกฎหมาย และยังกระทำประมาทเลินเล่อไม่จัดเก็บเครื่องฉายดังกล่าวให้ปลอดภัยตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติกำหนด โดยนำเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ทิ้งไว้ในโรงรถเก่าของบริษัท กมลสุโกศล ตั้งอยู่ย่านพระโขนง กทม.ส่งผลมีคนภายนอกนำเอาชิ้นส่วนของเครื่องฉายรังสี คือ แท่งตะกั่วบรรจุสารโคบอลต์ ไปขายให้โจทก์ที่ 9 และ 10 พ่อค้าเร่ ซึ่งนำเอาชิ้นส่วนดังกล่าวไปขายต่อให้กับโจทก์ที่ 1 เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าใน ต.สำโรงใต้ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จากนั้นมีการตัดแยกแท่งตะกั่ว ทำให้กัมมันตรังสีแพร่ออกมาในปริมาณสูง เป็นอันตรายแก่สุขภาพร่างกายของโจทก์ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์และบุคคลอื่นได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตและร่างกาย จึงนำคดีมาฟ้องศาลขอให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้ผู้อุปการะ และขาดความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมเป็นเงิน 109,264,360 บาทโดยโจทก์ที่ 12 ได้ถอนฟ้องไปก่อน

ส่วนโจทก์ที่ 5 พบว่า เป็นภรรยาของโจทก์ที่ 4 จึงรวมค่าเสียหายเข้าด้วยกัน

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 มี.ค.47 เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานละเมิดจริง จึงเห็นควรให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมจากจำนวนที่ศาลปกครองกลางพิพากษาให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติชดใช้ไปแล้ว รวม 640,270 บาท โดยให้ชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.43

โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้พวกจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มเป็น 12,676,942 บาทด้วย

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 4 (ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวน 111,000 บาท ให้โจทก์ที่ 4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

 

 

แท็ก

แท็ก

แท็ก
กลับขึ้นด้านบน