กรมทางหลวงชนบท ขอเวลา 4 เดือนวิจัยทางม้าลาย 3 มิติ เหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

กรมทางหลวงชนบท ขอเวลา 4 เดือนวิจัยทางม้าลาย 3 มิติ เหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

กรมทางหลวงชนบท ขอเวลา 4 เดือนวิจัยทางม้าลาย 3 มิติ เหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

รูปข่าว : กรมทางหลวงชนบท ขอเวลา 4 เดือนวิจัยทางม้าลาย 3 มิติ เหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

หลังจากโรงเรียนในจังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลก ทำทางม้าลาย 3 มิติ โดยมุ่งหวังว่าจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยแก่เด็กๆ แต่การสร้างทางข้ามนี้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าทางม้าลาย 3 มิติ จะเป็นเหตุของความเสี่ยงในการขับรถและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นหรือไม่

วันนี้( 9 มิ.ย.2559) อาจารย์อรวิทย์ เหมะจุฑา จากวิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมจราจรและขนส่ง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์(วสท.) กล่าวว่า ปัจจัยของการเกิดอุบัติเหตุมี 3 อย่าง คือ 1.คน 2.ยานพาหนะ และ3.ถนนรวมถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ”คน” เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ถึงร้อยละ 95.7 โดยมีอุบัติเหตุเกิดจากปัจจัยร่วมของคนและถนนร้อยละ 19.3 การสร้างทางม้าลาย 3 มิตินี้เป็นการช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดจากคนและถนนลงได้บ้าง

หลักเกณฑ์ในทำทางม้าลาย กำหนดไว้ในมาตรฐานเครื่องหมายจราจร ตามประกาศคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ในปี 2546 เป็นเครื่องหมายจราจรประเภทบังคับ การจะทำทางข้ามบนทางหลวงซึ่งมีอยู่ 5 ประเภทคือ ทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ทางหลวงท้องถิ่น และทางหลวงเทศบาล ไม่ใช่ว่าใครจะทำขึ้นมาก็ได้ เพราะเส้นทางข้ามนี้ต้องเป็นสีขาว อาจจะเป็นเส้นขนาน หรือแถบขวางลายขีดก็ได้ สำหรับพื้นถนนไม่ได้กำหนดสี ในการพิจารณาว่าจุดไหนควรทำทางข้าม ซึ่งไม่ใช่ที่ทางแยก จะต้องดูว่าเป็นชุมชนหรือโรงเรียนที่มีจำนวนคนข้ามและปริมาณรถในถนนที่เหมาะสม โดยปกติทางข้ามจะกว้าง 2 เมตร ถ้ารถวิ่งกันเร็วกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็จะมีขนาดกว้าง 4 เมตร ทั้งนี้ต้องพิจารณาจำนวนคนข้ามถนนประกอบด้วย จุดประสงค์หลักสำหรับการทำทางข้ามหรือทางม้าลาย ก็เพื่อให้ประชาชนผู้ข้ามถนนมีความปลอดภัย ซึ่งตามกฎจราจรขณะที่มีคนข้ามถนนในทางข้ามนั้น ผู้ขับรถต้องหยุดให้คนข้ามก่อน

จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ในต่างประเทศมีการนำเอาหลักการทำทางม้าลาย 3 มิติ เข้ามาใช้ เช่น เมืองหนึ่งในประเทศอินเดียเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนประเทศจีนนำมาใช้ที่เมืองหนึ่งเป็นระยะเวลา 8 ปีแล้ว

จากข้อมูลที่มีการสอบถามผู้ที่ใช้รถในประเทศจีนว่าการสร้างทางม้าลาย 3 มิตินั้น ทำให้เกิดการตกใจเมื่อขับรถหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า เมื่อรถกำลังเคลื่อนตัวนั้น ผู้ขับรถจะมองเห็นภาพ 3 มิติได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่จุดๆหนึ่ง สำหรับที่ประเทศอินเดียผู้ทำกล่าวว่า ภาพที่ผู้ขับรถมองเห็นภาพนูน 3 มิติจะไม่ชัดเจนเหมือนภาพถ่าย ผลจากการทดลองใช้ทางม้าลาย 3 มิติในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินเดียหรือประเทศจีนที่ได้นำแนวคิดนี้มาใช้พบว่า ทำให้ผู้ขับรถมีความสนใจทางข้ามและระมัดระวังเพิ่มขึ้น และยังไม่พบว่าทางม้าลาย 3 มิตินี้ทำให้เกิดอุบัติเหตุแต่อย่างใด

สำหรับประเทศไทยทางกรมทางหลวงชนบทได้มีโครงการศึกษาวิจัยเพื่อดูว่าทางม้าลาย 3 มิติ มีความเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ โดยได้ขอให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่องของทางม้าลาย 3 มิติ ซึ่งจะใช้เวลาในการศึกษา 4 เดือน โดยเดือนแรกจะรวบรวมข้อมูลผลงานเกี่ยวกับเรื่องทางม้าลาย 3 มิติ เดือนที่ 2 ออกแบบวิเคราะห์รูปแบบที่เหมาะสม เดือนที่ 3 ทดลองติดตั้งและสำรวจข้อมูล และเดือนที่ 4 จะเป็นการประเมินผล ดังนั้นภายในระยะเวลา 4 เดือนนี้ก็จะทราบผลการศึกษาว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อความปลอดภัยที่จะนำมาใช้งาน ตามข่าวที่เห็นในสื่อต่างๆ เป็นทางม้าลาย 3 มิติ ที่โรงเรียนในจังหวัดอุตรดิตถ์ ยังไม่ได้ทำในทางหลวงซึ่งในการทำต้องอาศัยฝีมือและสีที่คงทนต่อการเสียดสีของยางรถ การใช้เครื่องตีเส้นตามปกติอาจจะไม่สามารถทำให้มองเห็นเป็นภาพ 3 มิติได้

กลับขึ้นด้านบน