ตรวจสอบเหตุโจรกรรมเต่าสายพันธุ์หายาก

ตรวจสอบเหตุโจรกรรมเต่าสายพันธุ์หายาก

ตรวจสอบเหตุโจรกรรมเต่าสายพันธุ์หายาก

รูปข่าว : ตรวจสอบเหตุโจรกรรมเต่าสายพันธุ์หายาก

อดีตหัวหน้าสถานีเพาะพันธุ์นกน้ำบางพระ เปิดใจกับไทยพีบีเอสหลังจากถูกสั่งย้ายกรณีเต่าของกลางมูลค่าหลักล้านบาทที่หายไป ว่า ดูแลสัตว์ป่าของกลางอย่างดีที่สุดแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีเบื้องหลังมากกว่าการขโมยเต่าไปขายหรือไม่

อมรรัตน์ แสงโชติ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสัตว์ของกลาง นำทีมข่าวไทยพีบีเอสมาดูจุดเกิดเหตุโจรกรรมเต่ายูนิฟอร่า 6 ตัว และเต่าเรดิเอต้า หรือเต่าดาวรัศมี 72 ตัว ภายในสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา

เต่าที่สูญหายและสัตว์อีกหลายชนิดที่อยู่ภายในสถานีแห่งนี้ เป็นของกลางที่ยึดได้จากการลักลอบนำเข้าและส่งออกต่างประเทศ ซึ่งตรวจยึดได้จากสนามบิน ท่าเรือ และด่านชายแดน โดยสัตว์เลื้อยคลานและลิงขนาดเล็กจะถูกใส่กรงเลี้ยงที่สร้างขึ้นภายในบริเวณอาคารจอดรถ เนื่องจากยังไม่มีงบประมาณก่อสร้างอาคารถาวร

เจ้าหน้าที่อ้างว่า กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ไม่สามารถใช้งานได้มานานหลายเดือน เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ภายในป้อม ห่างจากกรงเต่า 100 เมตร ที่ระบุว่าไม่เห็นเหตุการณ์

ขณะที่ ทรงกต พู่ทอง อดีตหัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุโจรกรรมเต่าของกลาง ได้รายงานเหตุการณ์ต่อผู้บังคับบัญชาและแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรศรีราชา ซึ่งตำรวจสอบสวนเจ้าหน้าที่และตรวจค้นหาหลักฐานภายในสถานี เพื่อหาความเชื่อมโยงกับเหตุโจรกรรมเต่าของกลาง อย่างไรก็ตาม แม้ภายในสถานีจะมีการจัดเวรยามดูแล แต่ด้วยพื้นที่กว่า 500 ไร่ และไม่มีรั้วโดยรอบ ทำให้การลักลอบนำเต่า 72 ตัวออกจากสถานีทำได้ง่าย

ด้าน พ.ต.ท.ภพพล จักกะพาก ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรศรีราชา จ.ชลบุรี เปิดเผยความคืบหน้าของคดี ว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ของสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระทั้งหมดแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งหมดยังเป็นผู้ต้องสงสัย พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามแหล่งค้าสัตว์จากต่างประเทศในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมุ่งประเด็นการโจรกรรมเพื่อส่งขายต่อ เนื่องจากเต่าที่สูญหายเป็นพันธุ์หายากและมีราคาแพง

 

กลับขึ้นด้านบน