บขส.ปรับกลยุทธ์สู้สายการบินโลว์คอสต์ เน้นตอบไลฟ์สไตล์ดิจิทัลผู้โดยสาร

บขส.ปรับกลยุทธ์สู้สายการบินโลว์คอสต์ เน้นตอบไลฟ์สไตล์ดิจิทัลผู้โดยสาร

บขส.ปรับกลยุทธ์สู้สายการบินโลว์คอสต์ เน้นตอบไลฟ์สไตล์ดิจิทัลผู้โดยสาร

รูปข่าว : บขส.ปรับกลยุทธ์สู้สายการบินโลว์คอสต์ เน้นตอบไลฟ์สไตล์ดิจิทัลผู้โดยสาร

บขส.ปรับกลยุทธ์ขนานใหญ่สู้สายการบินโลว์คอสต์ วางแผน 4 ปี ลดต้นทุน 1,000 ล้านบาท พร้อมเช่ารถใหม่อัดแน่นเทคโนโลยีไวไฟ-ชาร์จแบต-เก้าอี้นวด 400 คัน ตอบไลฟ์สไตล์ผู้โดยสารยุคดิจิทัล แต่ไม่ทิ้งความปลอดภัยตั้งระบบขับ 4 ชม. ต้องพัก

วันนี้ (18 ก.ค. 2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัตราค่าโดยสารที่ไม่ต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับรถโดยสารข้ามจังหวัด แต่ประหยัดเวลาและสะดวกสบายกว่า ทำให้ความนิยมใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบด้วยการวางแผนระยะ 4 ปี ซึ่งหนึ่งในวิธีการคือการลดต้นทุนให้ได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งปรับปรุงรถโดยสารให้มีความทันสมัย สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคให้มากขึ้น เป็นที่มาของการจัดเช่ารถบัสโดยสารขนาดความยาว 15 ม. ทั้งสิ้น 400 ค้น เพื่อทดแทนรถโดยบัสโดยสารรุ่นเก่าที่หมดสัญญาเช่า

ภายในตัวรถโดยสารแบบใหม่ ประกอบไปด้วยเบาะโดยสารทันสมัย ติดตั้งระบบนวดอัตโนมัติ และยังสามารถชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์มือถือได้ รวมถึงติดตั้งระบบไวไฟบนรถ ขณะที่ระบบจีพีเอสบังคับให้คนขับต้องรูดบัตรประจำตัว และหากขับถึง 4 ชม.ต้องหยุดพัก ไม่เช่นนั้นรถจะสตาร์ทไม่ติด

รถโดยสาร บขส.แบบใหม่นี้ เริ่มทดสอบวิ่งให้บริการใน 4 เส้นทางหลัก ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-แม่สอด/ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต/ กรุงเทพฯ-นครพนม และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แล้ว โดยปล่อยวิ่งเส้นทางละ 2 คัน

โดย บขส.เชื่อว่า การนำรถรุ่นใหม่มาใช้ รวมถึงการปรับการให้บริการรูปแบบใหม่ และการเพิ่มสถานีโดยสารแบบกระจายตัวในหลายพื้นที่ เพื่อเพิ่มความสะดวกสะบายให้ผู้ใช้บริการ จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำได้ เนื่องจากผลการสำรวจพบว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังชอบใช้บริการ บขส.

นอกจากนี้ บขส.จะพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อรองรับผู้โดยสาร เช่น สถานีเอกมัยจะย้ายไปที่สถานีบางนา ซึ่งจะเป็นสถานีหลักเดินรถสายตะวันออก หรือสถานีสายใต้จากบรมราชชนนีเดิมจะย้ายมาที่ย่านจรัญสนิทวงศ์

ขณะที่ผลประกอบการปี 2559 แม้ภาพรวมจะยังไม่สามารถเทียบได้กับปีก่อน (2558) เนื่องจากผู้โดยสารลดลงร้อยละ 30 แต่คาดว่าในปีหน้า (2560) จะมียอดเพิ่มขึ้น และหากสามารถดำเนินการตามแผนได้ในระยะเวลา 4 ปี จะสามารถลดต้นทุนตามที่ตั้งเป้าไว้ได้ราว 1,000 ล้านบาท

 

 

กลับขึ้นด้านบน