เรียกร้องเปิดทางออกหากร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ

เรียกร้องเปิดทางออกหากร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ

เรียกร้องเปิดทางออกหากร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ

รูปข่าว : เรียกร้องเปิดทางออกหากร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติ

ตัวแทนภาคประชาชนและนักวิชาการ ที่ใช้ชื่อว่า เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย เรียกร้องให้มีการเปิดเผยทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ

วานนี้ (20 ก.ค.2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใยนำโดย นายโคทม อารียา ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดัน 5 ข้อเสนอเพื่อให้การทำประชามติชอบธรรม โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในสากล โดยเปิดให้ทุกกลุ่มได้ถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และต้องเสนอทางเลือกที่ชัดเจน หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พร้อมกระบวนการรองรับที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยตามโรดแมปของ คสช.

ส่วนกรณีที่ กกต.จะจัดเวทีพูดคุยเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงโค้งสุดท้ายทางสถานีโทรทัศน์ก่อนการทำประชามติ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า กรธ.ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วม เพราะเห็นว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะถกเถียงกับใครและควรเอาเวลาที่เหลืออยู่ เดินหน้าชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ จะเหมาะสมกว่า ส่วนเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญที่ จ.เชียงใหม่ ในวันนี้ (21 ก.ค.2559) นายมีชัย ยืนยันว่า จะเดินทางไปเข้าร่วมเนื่องจากได้แจ้ง คสช. แล้วและไม่กังวลว่าจะมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้น

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ กรธ.ในการทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ หัวหน้า คสช. ได้ลงนามเห็นชอบตามที่ กรธ. และ กกต.ขอทำรายการ "รู้ลึก รู้ชัด รู้รัฐธรรมนูญ" ที่จะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์หลังเวลา 08.00 น. และ 18.00 น.เพื่ออธิบายถึงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว

ส่วนกรณีการปล่อยข่าวสร้างความสับสนทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า หากกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทางเว็บไซต์ ของกรมการปกครองจะทำให้ข้อมูลประชาชนไม่ปลอดภัย ถูกแก้ไข หรือถูกลักลอบไปทำธุรกรรมที่เสียหาย พล.ต.สรรเสริญ ระบุว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะการกรอกเลขประชาชน เป็นเพียงการนำเข้าสู่ระบบแสดงผลข้อมูลอัตโนมัติ ที่ทำให้ผู้ใช้งานทราบว่าเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติหรือไม่ จึงไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขข้อมูลใด ๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องที่อันตราย

กลับขึ้นด้านบน