ศธ.เดินหน้าปรับการศึกษา 3 จว.ใต้ รุกวิชาชีพ-ฟื้นวิชาการ-ร่วมพหุวัฒนธรรม

ศธ.เดินหน้าปรับการศึกษา 3 จว.ใต้ รุกวิชาชีพ-ฟื้นวิชาการ-ร่วมพหุวัฒนธรรม

ศธ.เดินหน้าปรับการศึกษา 3 จว.ใต้ รุกวิชาชีพ-ฟื้นวิชาการ-ร่วมพหุวัฒนธรรม

รูปข่าว : ศธ.เดินหน้าปรับการศึกษา 3 จว.ใต้ รุกวิชาชีพ-ฟื้นวิชาการ-ร่วมพหุวัฒนธรรม

ผลการเรียนของเด็กในโรงเรียน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น คะแนนโอเน็ตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ภาษาไทยยังอ่อน ทำให้คะแนนโอเน็ตรั้งท้ายของประเทศ ขณะที่เด็กหันมาเรียนสายอาชีพและสามัญมากขึ้น หวังก้าวหน้าในอาชีพและรายได้

ห่วงเสียอัตลักษณ์ นร.ใต้ภาษาไทยอ่อน

นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้สัมภาษณ์ “ไทยพีบีเอสออนไลน์” ว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนามีสัดส่วนเด็กเข้าเรียนมากกว่าโรงเรียนของรัฐบาลร้อยละ 60 ต่อ 40 จะเรียนอิสลามศึกษาและวิชาสามัญ ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคม ลักษณะเดียวกับโรงเรียนของรัฐบาล

แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ นักเรียนมีจุดอ่อนในวิชาภาษาไทย โดยเฉพาะการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) อย่างไรก็ตามแม้ผลโอเน็ตในปี 2558 จะดีขึ้น แต่พบว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีคะแนนเฉลี่ยน้อยมากหากเทียบกับทั้งประเทศ

“คนในพื้นที่เกิดความหวาดระแวงว่า หากส่งเสริมการใช้ภาษาอื่นเยอะ จะทำให้เขาทิ้งอัตลักษณ์ภาษามลายูท้องถิ่นหรือเปล่า อยากบอกว่า ไม่นะครับ เรายังส่งเสริมให้รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่ เพราะเกิดมาก็พูดภาษามลายู ทำให้ความเข้าใจภาษาไทยมีน้อย ส่งผลต่อการอ่านโจทย์ให้เข้าใจ การอธิบายความก็ไม่ดี ผลการสอบโอเน็ตก็จะน้อย” นายอดินันท์กล่าว

การจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาเด็กนักเรียนอ่อนภาษาไทย ช่วงเริ่มต้นจะใช้รูปแบบค่อยเป็นค่อยไป การสอนภาษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ง่ายเหมือนกับภาคอื่นๆ ของประเทศ ครูต้องได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะ เพื่อเสริมสร้างทักษะการสอนภาษาไทยสำหรับเด็กที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะเป็นพหุภาษา

“เด็กเกิดมาพูดมลายู เมื่ออายุ 3 ขวบเข้าอนุบาล เขาไม่ค่อยคุ้นกับภาษาไทย ถ้าครูพูดภาษาไทยล้วนๆ เด็กอาจเกิดความคับข้องใจ หวาดกลัว ไม่อยากมาโรงเรียน เราจึงอบรมครูว่า ในขั้นต้นให้ใช้ทั้ง 2 ภาษา ควบคู่กันไป ภาคเรียนที่ 2 จึงใช้ภาษาไทยมากขึ้น จนกระทั่งใช้ภาษาไทยล้วนๆ ในการเรียนการสอน นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีสอนสำหรับพหุภาษา” นายอดินันท์กล่าว

มุ่งเรียนสายสามัญ-อาชีพ หวังอนาคตก้าวหน้า

ส่วนปัญหานักเรียนออกกลางคัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปรียบเทียบข้อมูลปี 2556-2557 พบว่ามีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายในสังกัดออกกลางคันลดลงประมาณร้อยละ 0.2

นายนพพร มากคงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ ระบุว่า ปัญหาเด็กที่ออกกลางคันเกิดจากพ่อแม่มีฐานะยากจน ต้องย้ายถิ่นฐาน รวมทั้งไปทำงานรับจ้างในต่างจังหวัดหรือประเทศมาเลเซีย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พยายามพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เข้มแข็งขึ้น เช่น แนะแนว การรู้จักนักเรียนรายบุคคลเพื่อให้รู้กลุ่มเสี่ยง ให้ทุนการศึกษา รวมทั้งสนับสนุนอาหารเช้าและอาหารกลางวันในบางโรงเรียน ทำให้แนวโน้มเด็กออกกลางคันลดลง

“ปัญหาส่วนมากจะเกิดขึ้นในครอบครัวที่เด็กขาดความพร้อม จึงพยายามให้ทุนการศึกษา ให้ความช่วยเหลือทั้งระบบ ตั้งแต่ความเป็นอยู่ การทำความรู้จักเด็ก ครอบครัว เพื่อให้เด็กอยู่ในระบบให้มาก” นายนพพรกล่าว

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่า เด็กในพื้นที่มีแนวโน้มเรียนสายสามัญและสายอาชีพมากกว่าสายศาสนา เพราะต้องการความก้าวหน้าในอาชีพและรายได้ โดยสามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ

ขณะนี้ สช.กำลังพัฒนาหลักสูตรบูรณาการ 70:30 ให้น้ำหนักวิชาสามัญร้อยละ 70 และวิชาศาสนาร้อยละ 30 สำหรับผู้ที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาสายสามัญ โดยนำร่องในโรงเรียน 33 แห่ง พบว่าคะแนนโอเน็ตของนักเรียนเพิ่มขึ้นในทุกระดับชั้น

“โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาก็ต้องมีการปรับตัวอย่างมาก ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และภาษา ทำให้มุมมองของผู้ปกครองเปลี่ยนไปจากเดิม ที่ส่งเสริมให้ลูกเรียนทางด้านศาสนา เพราะอยู่ในวิถีชีวิต ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สวนยาง ประมงชายฝั่ง ค้าขาย ก็มาสนับสนุนให้เรียนต่ออุดมศึกษามากขึ้น ถือเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐจะเร่งสนับสนุนการเรียนการสอน พัฒนาครู พัฒนาสื่อ และเนื้อหาสาระ” นายอดินันท์ กล่าว

รุกจัดการศึกษาเพื่อพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้

จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และ เทพา มีประชากรกว่า 2,600,000 คน นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด ร้อยละ 83 ศาสนาพุทธ ร้อยละ 16 และนับถือศาสนาอื่นๆ อีกร้อยละ 1 มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความคิด ความเชื่อ การดำเนินชีวิต และศาสนา เรียกว่า “สังคมพหุวัฒนธรรม” ซึ่งต้องมีการปรับการจัดการศึกษาให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของพื้นที่

กระทรวงศึกษาธิการตั้งศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) ทำงานร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และหน่วยงานทางการศึกษา เน้นภารกิจ 6 ด้าน คือ

1.ยกระดับคุณภาพโอเน็ตและผลการทดสอบมาตรฐานอิสลามศึกษา (ไอเน็ต) ที่ใช้ในการเรียนต่อด้านศาสนาให้สูงขึ้น
2.นำกีฬาเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา โดยเปิดโรงเรียนกีฬา 6 แห่ง ให้เด็กเรียนและกินอยู่ฟรี
3.การเสริมสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา พยายามให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษามากที่สุด โดยดูแลเป็นรายบุคคล
4.การดูแลความปลอดภัยครู บุคลากร นักเรียน และสถานศึกษา โดยคาดหวังผล 100 เปอร์เซ็นต์
5.เด็กได้เรียนอย่างมีคุณภาพ ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความมั่นคงก้าวหน้า
6.การสร้างอาชีพ โดยให้นักเรียนและประชาชนได้ฝึกอาชีพระยะสั้น โดยสำรวจอาชีพที่ทางโรงเรียนต่างๆ และนักเรียนให้ความสนใจ เช่น ซ่อมรถจักรยานยนต์ 

รูปแบบการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

การศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

  • โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วไปคือประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
  • โรงเรียนสอนศาสนาคือโรงเรียนตาดีกา และสถาบันปอเนาะ
  • โรงเรียนที่สอนทั้งสายสามัญและศาสนา คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา

ศปบ.จชต.ระบุว่า ใน จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล มีนักเรียนและนักศึกษารวมทุกสังกัด 7,595 แห่ง 1,401,339 คน

 

 

วรรณพร แก้วแพรก ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ รายงาน

กลับขึ้นด้านบน