“แม่วัยใส” เรียนต่อได้แล้ว ดีเดย์ใช้พรบ. 29 ก.ค. โพลชี้ 70 % ท้องเพราะเลียนแบบเพื่อน

“แม่วัยใส” เรียนต่อได้แล้ว ดีเดย์ใช้พรบ. 29 ก.ค. โพลชี้ 70 % ท้องเพราะเลียนแบบเพื่อน

“แม่วัยใส” เรียนต่อได้แล้ว ดีเดย์ใช้พรบ. 29 ก.ค. โพลชี้ 70 % ท้องเพราะเลียนแบบเพื่อน

รูปข่าว : “แม่วัยใส” เรียนต่อได้แล้ว ดีเดย์ใช้พรบ. 29 ก.ค. โพลชี้ 70 % ท้องเพราะเลียนแบบเพื่อน

เปิดทางวัยรุ่นตั้งท้องสามารถเรียนต่อ เข้าถึงบริการสุขภาพ โรงเรียนจัดสอนเพศศึกษารอบด้าน ได้รับการสนับสนุนให้สามารถเลี้ยงดูลูกได้อย่างมีคุณภาพ ขณะที่เสียงสะท้อนจากเด็กเยาวชนชี้ต้องการเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่เป็นมิตร ยังขาดความรู้เพศศึกษา

วันนี้ (27 ก.ค.) ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น : เด็กเยาวชนได้ประโยชน์จริงหรือ?” นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในวันที่ 29 ก.ค.นี้ เป็นวันที่พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้ ซึ่งเด็กและเยาวชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ 5 เรื่องที่สำคัญคือ 1.สถานศึกษาต้องจัดให้มีการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างเหมาะสม จัดหาและพัฒนาผู้สอนเพศวิถีศึกษา การให้คำปรึกษา ช่วยเหลือและคุ้มครองวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาต่ออย่างเหมาะสม รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม 2.สถานบริการต้องให้ข้อมูลความรู้และจัดบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม 3.สถานประกอบกิจการต้องให้ข้อมูลความรู้ และส่งเสริมให้เข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม 4.การจัดสวัสดิการสังคมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และ 5. ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อคุ้มครองสิทธิของวัยรุ่น

นพ.กิตติพงศ์กล่าวว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายจึงกำหนดให้มี 5 กระทรวง หลัก คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข โดยกำหนดให้รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวง มีอำนาจออกกฎกระทรวงและระเบียบ เพื่อให้หน่วยงานนำไปปฏิบัติ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเปิดโอกาสให้ผู้แทนเด็กและเยาวชน จำนวน 2 คน ร่วมเป็นกรรมการ โดยมีอธิบดีกรมอนามัยเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางปฏิบัติและให้คำปรึกษาสำหรับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ทั้งนี้เสียงสะท้อนจากเด็กและเยาวชนจะเป็นประโยชน์อย่างมากเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำร่างกฎกระทรวงให้เกิดประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง

ด้านทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า จากที่สสส.ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 โดยสอบถามนักเรียนในระดับชั้นม.ต้น ม.ปลาย และปวช. ในพื้นที่กทม.และ 4 จังหวัด ได้แก่เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และ สงขลา จำนวน 3,053 ตัวอย่าง ช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 พบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อันดับ 1 คือ มาจากพฤติกรรมเลียนแบบจากกลุ่มเพื่อนและสื่อต่างๆ (73.9%) ตามด้วยอันดับ 2 การดื่มแอลกอฮอล์(73%) และอันดับ 3 การพักอาศัยอยู่ตามลำพังของวัยรุ่นโดยไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วย (72.7%) ส่วนความคิดเห็นต่อการยอมรับหากเพื่อนสนิทที่เรียนอยู่ด้วยกันตั้งครรภ์ระหว่างเรียน พบว่า ส่วนใหญ่ 65.4 % ยอมรับได้ส่วน 28.4 % ไม่แน่ใจ และ 6.2% ยอมรับไม่ได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสัดส่วนการยอมรับได้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะลดน้อยลง คือ 58.3 % เช่นเดียวกับสัดส่วนการยอมรับได้ในเพศหญิงจะสูงกว่าเพศชาย โดยเพศหญิงยอมรับได้อยู่ที่ 70.1 % ส่วนเพศชาย 59.8 %

สิ่งที่เด็กและเยาวชนมองว่า จะได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุด จากกฎหมายป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อันดับ 1 คือ การได้รับสิทธิรับบริการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูที่เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ (99 %) อันดับ 2 การได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ (98.8 %) อันดับ 3 หากเป็นพ่อแม่วัยรุ่น จะได้รับสิทธิในการจัดสวัสดิการที่เสมอภาค ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ (94 %) อันดับ 4 การได้รับสิทธิคุ้มครองในการรักษาความลับ และความเป็นส่วนตัว (93.4 %) และอันดับ 5 ให้สิทธิผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อได้ (87.3%)

สำหรับเสียงสะท้อนต่อโรงเรียนและสถานศึกษาภายหลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ สิ่งที่เด็กเยาวชนต้องการมากที่สุดคือ 1.การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาเพศศึกษาอย่างรอบด้าน และวิธีการคุมกำเนิด 2.โรงเรียนต้องประสานหรือหาแหล่งช่วยเหลือด้านสังคม และ 3.การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ตั้งครรภ์ส่งต่อระบบสวัสดิการสังคม ส่วนรูปแบบการบริการของคลินิกวัยรุ่นที่เด็กเยาวชนต้องการ หากมีความจำเป็นต้องเข้าไปรับคำปรึกษาหรือขอใช้บริการ พบว่าอันดับ1 ความเป็นมิตรและปราศจากอคติของเจ้าหน้าที่ 1 (79.3 %) อันดับ 2 ช่วยรักษาความลับของคนที่เข้ามาติดต่อ(74.2 %) และอันดับ 3 ไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือรักษาพยาบาลฟรี (70.1 %) โดยช่องทางที่เด็กเยาวชนสะดวกที่สุดในการติดต่อคือ การโทรศัพท์สายด่วน ตามด้วยช่องทางการส่งข้อความทางอีเมล์ ไลน์หรือเฟสบุค และการเข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่คลินิกด้วยตนเอง เป็นอันดับสุดท้าย

“ที่น่าสนใจคือ ความคิดเห็นของเด็กเยาวชน หากเพื่อนสนิทกำลังตั้งครรภ์ในขณะที่เรียน และพ.ร.บ.ฯประกาศใช้ โดยทางโรงเรียนและครูพร้อมที่จะเปิดโอกาส จะมีผลทำให้เด็กเยาวชน 50 % เลือกที่จะเรียนต่อจนกว่าจะคลอด ส่วนอีก 43.6 % เลือกที่จะลาพัก เพื่อคลอดก่อนแล้วกลับมาเรียนต่อ เท่ากับว่าหากโรงเรียนและครูพร้อมที่จะเปิดโอกาสก็จะช่วยลดปัญหาการออกกลางคันของเด็กเยาวชนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเด็กเยาวชนที่ประสบปัญหาตั้งครรภ์ในวัยเรียนจะตัดสินใจด้วยการลาออกเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้รูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษา ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยบริการทางสุขภาพ ได้เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ 20 จังหวัดของประเทศไทย ซึ่งสสส.ได้ทำงานร่วมกับกลไกการทำงานร่วมกันในพื้นที่และพร้อมที่จะขยายผลการทำงานต่อไป” ทพ.ศิริเกียรติกล่าว

น.ส.ภัทรวดี ใจทอง รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการระดมความคิดเห็นของเครือข่ายเด็กและเยาวชน 11 เครือข่ายต่อพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นพบว่า ครูจำนวนมาก ไม่ยอมสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน และมีทัศนคติที่ไม่ดี มองว่านักเรียนที่มาปรึกษาคือตัวปัญหา ครูและผู้บริหารสถานศึกษา จึงต้องมีทัศนคติที่ดี กล้าเปิดใจที่จะสอนและมีความรู้ความเข้าใจ ไม่ควรมองว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะหากกระรอกเดินในทางที่ผิดแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ในโรงเรียนควรมีแกนนำเพื่อนช่วยเพื่อน กรณีที่เด็กไม่กล้ามาปรึกษากับครูโดยตรง ควรจัดให้มีห้องให้คำปรึกษาคล้ายกับคลินิกวัยรุ่นในโรงพยาบาล และในกรณีที่เด็กเยาวชนไม่พร้อมที่จะเรียนควรออกแบบรูปแบบการเรียนเป็นรายบุคคล

ส่วนการใช้บริการจากคลินิกสุขภาพบุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยให้บริการทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องต้องมีทัศนคติที่เป็นมิตร เก็บรักษาความลับ ไม่มีการบันทึกประวัติและวัยรุ่นที่ตัดสินใจที่เป็นพ่อแม่ควรมีหน่วยดูแลลูกในระหว่างที่พ่อแม่ไปเรียนหรือไปทำงาน และมีหน่วยฝึกอาชีพและสถานประกอบการรองรับ ทั้งนี้เครือข่ายเยาวชนจะมีการรวบรวมความคิดเห็นจากเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อเสนอแนะต่อพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และจะยื่นข้อเสนอดังกล่าวในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในระดับชาติ และจะมีการติดตามการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างต่อเนื่อง

กลับขึ้นด้านบน