มติ ครม.เห็นชอบร่าง กม.ผังเมือง-กม.รักษาผลประโยชน์ทางทะเล-ตั้งสถาบันภูมิธรรม

มติ ครม.เห็นชอบร่าง กม.ผังเมือง-กม.รักษาผลประโยชน์ทางทะเล-ตั้งสถาบันภูมิธรรม

มติ ครม.เห็นชอบร่าง กม.ผังเมือง-กม.รักษาผลประโยชน์ทางทะเล-ตั้งสถาบันภูมิธรรม

รูปข่าว : มติ ครม.เห็นชอบร่าง กม.ผังเมือง-กม.รักษาผลประโยชน์ทางทะเล-ตั้งสถาบันภูมิธรรม

ที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ร่างกฎหมายผังเมือง-ร่างกฎหมายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล-ร่างกฎหมายจัดตั้งสถาบันภูมิธรรมเป็นสถาบันอุดมศึกษา ก่อนส่งไปยัง สนช.พิจารณา

วันนี้ (20 ก.ย.2559) พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง ที่ปรับแก้จากกฎหมายฉบับเก่าซึ่งเดิมไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่รัดกุม พร้อมแบ่งประเภทผังเมืองเป็น 2 ส่วน คือ ผังเมืองระดับนโยบายและระดับการปฏิบัติ ซึ่งกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมจัดทำผังเมืองด้วย โดยมีรูปแบบคณะทำงานคณะกรรมการผังเมืองแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการผังเมืองที่มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และคณะกรรมการผังเมืองจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดเป็นประธาน ทั้งนี้สาระสำคัญในร่างนี้มีอายุไม่จำกัด แต่จะมีการทบทวนทุกๆ 5 ปี โดยใช้เกณฑ์ประเมินจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม

"วันนี้ เราจะทำผังประเทศ ผังภาค ไล่ตั้งแต่ภาพใหญ่ลงมาภาพเล็ก จะต้องมีความสอดคล้องต้องกัน และแก้ไขปัญหาเดิม ที่กฎหมายผังเมืองเดิมจะมีอายุ 5 ปี พอหมดอายุ ในบางโอกาสที่ผ่านๆ มาสมัยที่เป็นการเมืองปกติ มักมีข่าวบ่อยครั้งที่มีการเตะถ่วงไม่ให้ผังเมืองใหม่ออก ในช่วงรอยต่อจะฉบับใหม่ มีการเรียกรับเงิน ใครอยากสร้างอะไรก็อนุมัติในช่วงนี้ พออนุมัติเสร็จ รับเงินเรียบร้อย กฎหมายผังเมืองตรงนั้นก็ออกฉบับใหม่มา เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่มีอายุ แต่จะมีการพิจารณาทบทวนทุก 5 ปี" พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เพื่อขับเคลื่อนทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติที่ชัดเจนและมีเอกภาพด้วยกลไก 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย ระดับวิชาการ และระดับกองอำนวยการ พร้อมการตั้งศูนย์ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และร่างพระราชบัญญัติสถาบันภูมิธรรมเป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสอดรับระบบการศึกษาแบบ stem (สะเต็ม) ที่ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และการคำนวณ โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณในการจัดตั้งสถาบันนี้ โดยกฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้จะส่งไปยังการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

กลับขึ้นด้านบน