จากคดี "ปลอมพาสปอร์ต" ถึงคดี "ฆ่าหั่นศพ"

จากคดี "ปลอมพาสปอร์ต" ถึงคดี "ฆ่าหั่นศพ"

จากคดี "ปลอมพาสปอร์ต" ถึงคดี "ฆ่าหั่นศพ"

รูปข่าว : จากคดี "ปลอมพาสปอร์ต" ถึงคดี "ฆ่าหั่นศพ"

จากเหตุบุกตรวจค้นและจับกลุ่มผู้ต้องหาชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยปลอมหนังสือเดินทาง ขยายเรื่องราวมาเป็นคดีฆาตกรรมหลังจากตำรวจพบศพชายชาวต่างชาติ ผมสีทอง ถูกหั่นชิ้นส่วนร่างกายแยกเป็น 6 ชิ้นใส่ถุงดำซุกซ่อนไว้ในตู้แช่แข็งภายในอาคาร 4 ชั้น

วันที่ 23 ก.ย.2559 ตำรวจจับชายต่างชาติ 3 คน อ้างตัวเป็นชาวอเมริกา 2 คน ชาวอังกฤษ 1 คน และลูกจ้างชาวเมียนมา 2 คน แม้ว่าขณะนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดจะยังไม่ยอมให้ข้อมูลว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร แต่ผลการสอบปากคำหนึ่งในผู้ที่ถูกควบคุมตัวและขณะนี้ถูกกันไว้เป็นพยานให้การว่า ได้เคลื่อนย้ายตู้แช่แข็งมาจากที่พักในซอยปรีดีพนมยงค์ 37 เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ซึ่งหนึ่งในผู้ต้องหาที่ชื่อนายปีเตอร์ แอนดริว โคลเตอร์ สั่งไม่ให้ใครยุ่งกับตู้แช่

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า การสอบสวนได้แยกกรณีนี้เป็น 2 คดี คือ คดีปลอมแปลงเอกสารและคดีฆาตกรรมและอำพรางศพ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างหาความชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตคือใคร

 

ตำรวจเปิดเผยด้วยว่า นายปีเตอร์เข้ามาเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 5 ปี และเป็นตัวการหลักในการทำหนังสือเดินทางปลอม ซึ่งตัวนายปีเตอร์เองก็ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนที่แท้จริง เอกสารที่พบก็คาดว่าเป็นเอกสารปลอม

สำหรับชื่อที่ใช้ทำสัญญาเช่าอาคาร 4 ชั้นใน ซ.สุขุมวิท 56 ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุ คือนายเจมส์ ดักกลาส เอ็กเกอร์ สัญชาติอเมริกัน ทำสัญญาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 และแจ้งต่อเจ้าของอาคารว่าทำธุรกิจ

ส่วนกรณีที่มีการสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตที่ถูกหั่นศพน่าจะเป็นนายมาเรน แจ็กกี ฌองแอนเดร ชาวฝรั่งเศสนั้น ชุดสืบสวนสอบสวนและคลี่คลายคดีบอกว่าขอให้รอผลการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอให้ชัดเจนก่อน และขณะนี้ เจ้าหน้าที่สถานฑูตทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้เข้ามาช่วยตรวจสอบฐานข้อมูลกลุ่มผู้ต้องหา และบางส่วนจะเข้ามาช่วยดูการตรวจอัตลักษณ์บุคคลของศพแล้ว

กลับขึ้นด้านบน