สนทนาธรรมกับ "พระไพศาล วิสาโล" ในห้วงแห่งความโศก

สนทนาธรรมกับ "พระไพศาล วิสาโล" ในห้วงแห่งความโศก

สนทนาธรรมกับ "พระไพศาล วิสาโล" ในห้วงแห่งความโศก

รูปข่าว : สนทนาธรรมกับ "พระไพศาล วิสาโล" ในห้วงแห่งความโศก

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุตะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ แนะนำประชาชนให้มีเมตตากรุณาและยอมรับความจริง ซึ่งจะเป็นหนทางสู่การตระหนักรู้และทำในสิ่งที่ควรเพื่อเดินหน้าต่อไปในห้วงแห่งความโศกเศร้าหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

พระไพศาลให้สัมภาษณ์ทีมข่าวไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 ภายหลังสำนักพระราชวังประกาศเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสวรรคตว่า คนไทยต้องมีเมตตากรุณาและยอมรับความจริงถึงการสูญเสีย เพื่อเดินหน้าทำในสิ่งที่ควรทำ คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำความดีเพื่อเป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ท่าน

"ยามที่เรามีความทุกข์ หากจิตของเราเกิดเมตตา บังเกิดความปรารถนาดีก็จะช่วยบรรเทาความทุกข์ได้ เพราะความปรารถนาดีเป็นกุศลธรรมอย่างหนึ่ง การสวดมนต์หรือการน้อมจิตให้สงบมีสมาธิและสร้างพลังบวกในจิตใจของเราที่ส่งไปถึงพระองค์ท่านจะช่วยทำให้ความทุกข์ในจิตใจของเราน้อยลง เพราะในภาวะเช่นนั้นเรามีเมตตากรุณาบังเกิดขึ้นในใจ ให้เราทำในสิ่งที่เป็นบวก น้อมนึกถึงสิ่งที่เป็นบวก ในความหมายคือ ทำความดีเพื่อถวายพระองค์ท่าน ภาษาชาวบ้านคือแผ่เมตตาให้พระองค์ท่านก็จะช่วยเยียวยาจิตใจ บรรเทาความทุกข์ความโศกเศร้าได้" พระไพศาลกล่าว

ถ้าหากว่าจิตของพสกนิกรของพระองค์ท่านเป็นกุศลร่วมกันเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน โดยมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เชื่อว่าพลังบวกนั้นจะส่งผลดีต่อพระองค์ท่าน พระไพศาลระบุ

นอกจากเมตตากรุณาแล้ว พระไพศาลยังแนะนำให้ประชาชนพยายามทำใจยอมรับความจริง ขณะนี้จิตใจของหลายคนย่อมถูกยื้อยึดด้วยแรงสองแรง คือ ความอยากคืออยากให้พระองค์อายุยืนนาน แต่ความจริงคือสัจธรรมที่ว่าทุกชีวิตย่อมมีอายุขัย สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้สะท้อนถึงความจริงในทางพุทธศาสนาเรียกว่า "พระอนิจจลักษณะ" คือความไม่เที่ยงของสังขาร ซึ่งเกิดขึ้นกับทุกคนแม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ไม่สามารถเอาชนะพระอนิจจลักษณะได้ ถ้าเราปล่อยให้ความอยากครอบครองใจ ก็จะเกิดความทุกข์ความทรมาน เพราะสิ่งที่เราอยากมันสวนทางกับความเป็นจริง

หากเราพยายามเปิดใจยอมรับความจริงว่า ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนที่เราเคารพเชิดชู ก็ไม่อาจจะพ้นไปจากอำนาจของพระอนิจจลักษณะได้ จิตใจเราก็จะตั้งมั่นเป็นปกติได้ แล้วก็ทำหน้าที่ของเราในสิ่งที่ควรทำ ไม่ปล่อยใจให้จมอยู่กับความทุกข์

พระไพศาลกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า เมื่อใดก็ตามที่ยึดมั่นในรูป หมายถึงร่างกายของเราหรือร่างกายของผู้อื่น ก็จะเกิดทิฐิว่า ลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล สตรีมีครรภ์ไม่คลอด อาทิตย์พระจันทร์ไม่ขึ้น หมายความว่าเมื่อมีความยึดมั่นเรื่องความอยาก เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างต้องเที่ยง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและจะลงเอยด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นขอให้พยายามเปิดใจยอมรับความจริง เพราะความจริงจะทำให้เรากลับมารู้สึกตัวและทำในสิ่งที่สมควรจะทำ คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำความดีเพื่อเป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ท่าน และเพื่อที่เราจะทำความดีให้เกิดผลกระจายออกไป

"การยอมรับความจริงนั่นแหละที่จะทำให้ความเศร้าโศกทุเลาเบาบาง และทำให้เมตตากรุณาในใจของเราเจริญงอกงามขึ้น เราก็จะสามารถทำความดีให้แก่คนที่เรารักคนที่เราเคารพเทิดทูนบูชาได้"

พระไพศาลแนะนำให้พุทธศาสนิกชนระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นขอให้เราอย่าได้ประมาท ก่อนพระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพานพระองค์ก็กล่าวปัจฉิมโอวาทว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด หรือท่านทั้งหลายควรทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ให้ใช้โอกาสนี้เป็นโอกาสที่จะเปิดใจยอมรับความจริง

เมื่อเรายอมรับความจริงแล้ว เราก็จะได้ตั้งจิตอยู่ในความไม่ประมาท ตั้งหน้าตั้งตาทำความดีงามทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งกับตัวเอง ส่วนรวมและประเทศชาติ และพยายามที่จะน้อมนำความดีของบุคคลที่เราเคารพนับถือเทิดทูนบูชาสักการะให้ประดิษฐ์ตั้งมั่นในใจ เพื่อเป็นพลังบันดาลใจให้เราทำความดียิ่งๆ ขึ้นไปในฐานะพสกนิกรที่ดีของพระองค์ ในฐานะที่เป็นพลเมืองดีของชาติ ถึงสุดท้ายแล้วเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป ให้เราเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำความดี มีกุศลธรรม โดยอาศัยความดีงามที่เราระลึกถึงจากพระองค์ท่าน ให้เป็นแรงขับเคลื่อนสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ชีวิตของเราและให้แก่ประโยชน์ของส่วนรวมด้วย

กลับขึ้นด้านบน