เครือข่ายคนทำหนังเสนอบังคับใช้สัดส่วนฉาย หลังรายได้หนังไทยวูบเหลือ 500 ล้านบาท

เครือข่ายคนทำหนังเสนอบังคับใช้สัดส่วนฉาย หลังรายได้หนังไทยวูบเหลือ 500 ล้านบาท

เครือข่ายคนทำหนังเสนอบังคับใช้สัดส่วนฉาย หลังรายได้หนังไทยวูบเหลือ 500 ล้านบาท

รายได้หนังไทยที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง จนทำเงินไปเพียง 500 ล้านบาทจากมูลค่าอุตสาหกรรมทั้งหมดกว่า 4,000 ล้าน และปัญหาขาดพื้นฉายของหนังไทยคุณภาพ ทำให้เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์รวมตัวกัน เรียกร้องให้มีการกำหนดสัดส่วนภาพยนตร์เพื่อให้หนังไทยมีพื้นที่ฉาย

รูปข่าว : เครือข่ายคนทำหนังเสนอบังคับใช้สัดส่วนฉาย หลังรายได้หนังไทยวูบเหลือ 500 ล้านบาท

ข้อกำหนดให้โรงภาพยนตร์ห้ามเทรอบฉายให้หนัง 1 เรื่องเกินร้อยละ 20 ไม่ว่าจะเป็นหนังไทยหรือต่างประเทศ การเปิดพื้นที่ให้หนังไทยฉายได้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ยกเลิกค่าใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุผลเกี่ยวกับการฉายหนัง รวมถึง แก้ไขระบบผูกขาดที่ให้อำนาจโรงและสายหนัง กำหนดทั้งราคาตั๋วและให้รอบภาพยนตร์ได้ตามอำเภอใจ 4 ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ ทั้งคนทำหนังอย่าง ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, บุญส่ง นาคภู่, ชาติชาย เกษนัส รวมถึงเครือข่ายคนดูหนัง ซึ่งอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรมหนัง เนื่องจากปัจจุบันแทบไม่มีพื้นที่ฉายให้หนังไทยคุณภาพ เพราะส่วนใหญ่รอบฉายมักถูกยึดครองโดยหนังบล็อกบัสเตอร์ทำเงิน และหนังของผู้สร้างรายใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ผู้สร้างเข้าไปมีบทบาทอย่างจริงจังในสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางหนังไทย

การยื่นข้อเรียกร้องในครั้งนี้เป็นผลมาจากรายได้อุตสาหกรรมหนังไทยที่ต่ำลงที่สุดในรอบ 10 ปี เหลือเพียง 500 กว่าล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนไม่ถึงร้อยละ 5 ของอุตสาหกรรมทั้งระบบในประเทศ รวมถึงในปี 2560 ที่คนทำหนังไทยต้องรับศึกหนักด้วยการเข้าฉายของหนังบล็อกบัสเตอร์ตลอดทั้งปี ทันทีที่มีความเคลื่อนไหวของคนวงการหนังซึ่งพยายามให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ว่าด้วยการกำหนดสัดส่วนภาพยนตร์ ก็เกิดปฏิกิริยาหลายด้าน เช่น จากคนในวงการบางส่วนที่โพสต์ข้อความสนับสนุน ขณะที่ผู้ชมบางกลุ่มก็แสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากเข้าใจว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิการดูหนัง ซึ่งสำหรับเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ แล้วนี่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์จะรวบรวมข้อเสนอของคนในวงการภาพยนตร์ และยื่นจดหมายถึงสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติในวันศุกร์ที่ 13 มกราคมนี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาในชั้นคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติต่อไป

 

 

กลับขึ้นด้านบน