"อัจฉริยะ" เดิมพันคดีครูแพะ ปิดชมรมทันทีหากครูเป็นแพะจริง

"อัจฉริยะ" เดิมพันคดีครูแพะ ปิดชมรมทันทีหากครูเป็นแพะจริง

"อัจฉริยะ" เดิมพันคดีครูแพะ ปิดชมรมทันทีหากครูเป็นแพะจริง

รูปข่าว : "อัจฉริยะ" เดิมพันคดีครูแพะ ปิดชมรมทันทีหากครูเป็นแพะจริง

หลังตำรวจออกมาระบุว่า คดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อาจเกี่ยวพันกับขบวนการรับจ้างติดคุก ทำให้ขณะนี้มีข้อมูลที่ขัดและแย้งกันในหลายประเด็น

เฟสบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โพสต์แถลงการณ์วานนี้ (16 ม.ค.2560) กรณีคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูในจังหวัดสกลนคร ที่อ้างว่าตกเป็นแพะในคดีอาญาและขอรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่

แถลงการณ์ระบุว่า ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ขอเดิมพันในคดีนี้ หากคดีครูจอมทรัพย์เป็นแพะจริง ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยินดีให้ครูจอมทรัพย์ฟ้องทั้งอาญาและแพ่งได้ทันที และยินดีที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องนี้ ด้วยการยุติการทำหน้าที่ของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และจะไม่มีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอีกต่อไป แต่หากครูจอมทรัพย์เป็นแกะ ทางชมรมฯ ต้องการเพียงแค่ให้ขบวนการนี้ ถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายเท่านั้น

 

 

แถลงการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังมีการเปิดเผยข้อพิรุธเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาใหม่และกลายเป็นข้อถกเถียงบนสังคมออนไลน์ ซึ่งนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุว่าพบความน่าสงสัยในหลายประเด็น

“ มันเหมือนมีการพล็อตเรื่องและมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน และอาศัยจุดของตำรวจที่ประชาชนมีความเกลียดชังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังจากที่พูด พนักงานสอบสวนพยายามหาหลักฐานทำให้เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการที่เราตรวจสอบ ปรากฎว่ารถของนายสัก วาปี หายไปตั้งแต่ปี 2552 โดยการยกเลิกทะเบียนที่ขนส่ง และขายซากไปแล้ว และปี2557 จะไปเจอรถคนนี้ในป่าละเมาะได้อย่างไร มันไม่มีทางเป็นไปได้ ” นายอัจฉริยะ กล่าว

 

 

แตกต่างจากความเห็นของนายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง อดีตทนายความ ที่ว่าความให้กับนางจอมทรัพย์ ในชั้นศาลอุทธรณ์และฎีกา ให้สัมภาษณ์ในรายการตอบโจทย์ว่าเชื่อมั่นครูจอมทรัพย์ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ

“เราเชื่อว่าครูเป็นผู้บริสุทธิ์ พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุต่างๆ หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถที่จะระบุได้ชัดแจ้งว่าเกิดจากการครูขับรถคันดังกล่าวไปชนรถจักรยาน เพราะว่าวัตถุพยานมีข้อพิรุธ เรื่องสีที่แลกกัน ก็ไม่ใช่ สีรถของครูก็ไม่ใช่สีเขียว ออกสีบรอนซ์ๆ แต่ในทางทะเบียนบอกว่าเป็นสีน้ำตาล นอกจากนี้พยานบุคคลที่เป็นพยานของฝั่งโจทก์ คดีนี้มีการสืบพยานเยอะมาก เกิน 10 ปาก พยานบุคคลแต่ละปาก เวลาเบิกความไม่ตรงกัน กลับไปกลับมา”

ขณะที่อีกด้านหนึ่งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับชายที่อ้างว่าเป็นผู้ขับรถชนคนตายในคดีนี้ โดยได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ระบุว่าการที่ออกมาพูดความจริงเรื่องการขับรถชนคนตาย ไม่มีการว่าจ้างใด ๆ แต่ต้องการจะช่วยเหลือครูที่ต้องรับผิดแทน

สำหรับการไต่สวนของศาลจังหวัดนครพนม ที่จะมีการไต่สวนในวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ ศาลกำชับให้ผู้ร้อง พาชายที่อ้างตัวว่าเป็นผู้กระทำผิดมายืนยันและให้การต่อศาล

 

กลับขึ้นด้านบน