พยานปากสำคัญคดีครูขับรถชนคนตาย ยืนยันคนขับรถเป็นผู้ชาย

พยานปากสำคัญคดีครูขับรถชนคนตาย ยืนยันคนขับรถเป็นผู้ชาย

พยานปากสำคัญคดีครูขับรถชนคนตาย ยืนยันคนขับรถเป็นผู้ชาย

รูปข่าว : พยานปากสำคัญคดีครูขับรถชนคนตาย ยืนยันคนขับรถเป็นผู้ชาย

พยานปากสำคัญคดีครูขับรถชนคนตายยืนยัน เห็นคนขับรถเป็นผู้ชาย เห็นเลขทะเบียน บค 56 แต่จำจังหวัดไม่ได้

"แน่ใจว่าเป็นผู้ชาย เรา 2 คนกับเพื่อนยืนอยู่ด้วยกัน เพื่อนก็เห็นว่าเป็นผู้ชายเหมือนกัน ซึ่งตอนให้การตอนแรกไม่ได้บอกกับตำรวจเพราะตำรวจไม่ได้ถาม รวมถึงสำนวนก็ไม่ได้อ่านตำรวจเป็นคนอ่านให้ฟังเพราะมองไม่เห็น พออ่านจบก็ถามว่าคุณยายเซ็นได้มั้ย เราก็บอกว่าเซ็นได้

และคนที่หาไปให้เป็นพยานก็คือญาติของผู้ตาย โดยว่าบอกว่ายายไปเป็นพยานให้หน่อยตอนแรกเราก็ไม่อยากไปแล้วนะ แต่เพื่อนที่เห็นเหตุการณ์อีกคนบอกว่าไม่ไป โดยรถคันที่ชนเป็นรถกระบะที่มีหลังคา" นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว

นางทัศนีย์ ระบุว่า ในชั้นศาลไม่ได้บอกกับอัยการว่า รถคันที่ก่อเหตุเป็นรถกระบะแบบหลังคายกสูง เนื่องจากอัยการไม่ได้ซักในประเด็นนี้ จึงบอกแค่ว่าเป็นรถกระบะ ซึ่งหากเทียบเคียงกับรถของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครู ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกแล้ว พบว่าเป็นรถกระบะตอนเดียวไม่มีหลังคา อีกทั้งคนที่ลงมาจากรถคันเกิดเหตุ ก็เป็นผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ ไม่ใช่ผู้หญิง

คดีนี้นี้แม้ว่าจะผ่านมาแล้วกว่า 10 ปี แต่ได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อนางจอมทรัพย์ ยื่นต่อศาลจังหวัดนครพนม เพื่อขอรื้อฟื้นคดี โดยอ้างว่ามีหลักฐานใหม่ ทั้งคำยืนยันของ นางทัศนีย์ ที่ระบุว่า เห็นผู้ชายลงจากรถทางด้านขวามาดูผู้ตาย การติดตาม นายสับ วาปี ที่อ้างว่าเป็นคนขับรถยนต์คันที่ก่อเหตุ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร รวมถึงการที่ นายสับ เป็นผู้จ่ายเงิน 170,000 บาทให้กับญาติผู้ตาย นอกจากนี้ ยังอ้างว่า มี พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีต ส.ว.มุกดาหาร ก็รับรู้ว่า นายสับ เป็นคนขับรถ

แต่ไทยพีบีเอส ได้รับการยืนยันจากอดีต ส.ว.โดยระบุว่า มีกลุ่มบุคคลเข้ามาพบเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2556 เพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องคดี ของนางจอมทรัพย์ แต่ได้ปฏิเสธไป เนื่องจากคดีเป็นที่สิ้นสุด จากนั้นก็ไม่ได้พบบุคคลกลุ่มนี้อีกเลย

ส่วนความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐานของคณะทำงานชุดสืบสวน ขณะนี้ได้สรุปสำนวนการสอบสวนแล้ว โดยเชื่อว่า การหาพยานหลักฐานใหม่ของ นางจอมทรัพย์ เพื่อใช้ยื่นต่อศาลในการรื้อคดี มีการทำเป็นกระบวนการเพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คาดว่าภายใน 1 - 2 วันจะมีความชัดเจนในคดีนี้ และหากพบว่ามีการสร้างพยานหลักฐานเท็จ ผู้เกี่ยวข้องก็จะต้องถูกดำเนินคดี

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เตือนการวิพากษ์วิจารณ์ผลคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโครต ระวังหมิ่นอำนาจศาล ซึ่งศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ด้านรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยหากผลการพิจารณาของศาลออกมาไม่รับรื้อคดีและพบว่าเจ้าหน้าที่ไม่บกพร่องอาจจะฟ้องกลับครูที่ทำให้ตำรวจเสียชื่อเสียง

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณีที่นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครู ที่ขอรื้อฟื้นคดีให้พิจารณาใหม่ และมีการพาดพิงการสรุปสำนวนของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ว่าอาจบกพร่องหรือไม่นั้น ขณะนี้ตำรวจกำลังตรวจสอบหลักฐานอย่างละเอียดเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

หากพบหลักฐานชัดเจนว่าตำรวจบกพร่องต่อการทำสำนวนจะต้องถูกลงโทษทางวินัย แต่หากตำรวจไม่ผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจพิจารณาดำเนินคดี ฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย หากพบว่ามีผู้สนับสนุน หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องลักษณะทำเป็นขบวนการให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าหน้าที่ และส่งผลให้ได้รับความเสียหาย

ขณะที่ ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยืนยันว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่อยู่ระหว่างการนัดสืบพยานเพื่อขอรื้อฟื้นคดี จึงไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์หรือมีความเห็นใดๆ เพราะจะเป็นการก้าวล่วงและละเมิดกระบวนการพิจารณาของศาล โดยฝ่ายอัยการ ระบุว่า คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่สั่งนางจอมทรัพย์ มีความผิดยังมีผลผูกพันและชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

 

 

กลับขึ้นด้านบน