ศาลจำคุก 10 ปี 2 ชายชุดดำ พกพาอาวุธระหว่างชุมนุม นปช.ปี 53

ศาลจำคุก 10 ปี 2 ชายชุดดำ พกพาอาวุธระหว่างชุมนุม นปช.ปี 53

ศาลจำคุก 10 ปี 2 ชายชุดดำ พกพาอาวุธระหว่างชุมนุม นปช.ปี 53

รูปข่าว : ศาลจำคุก 10 ปี 2 ชายชุดดำ พกพาอาวุธระหว่างชุมนุม นปช.ปี 53

ศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี 2 ชายชุดดำ ข้อหาพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ระหว่างการชุมนุม นปช.ที่แยกคอกวัว เม.ย.ปี 53

วันนี้ (31 ม.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการฟ้องนายกิตติศักดิ์ หรือ อ้วน สุ่มศรี นายปรีชา หรือ ไก่เตี้ย อยู่เย็น นายรณฤทธิ์ หรือ นะ สุริชา นายชำนาญ หรือ เล็ก ภาคีฉาย และ นางปุนิกา หรือ อร ชูศรี เป็นจำเลยที่ 1- 5 กรณีร่วมกันพกอาวุธ เครื่องกระสุนและวัตถุระเบิด อาทิ เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ,ปืนเอ็ม 16, ปืนเอชเค (HK) 33 หรือ ปืนอาก้า ไปตามบริเวณแยกคอกวัว ถนนตะนาว ถนนประชาธิปไตย เขตพระนคร ในช่วงที่มีกลุ่มชายชุดดำ ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีเจ้าหน้าที่ทหารเบิกความว่าในวันเกิดเหตุเห็นรถตู้สีขาวขับผ่านโดยมีนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 ชะโงกหน้าออกมานอกรถ โดยมีปืนเอ็ม 16 และอาก้าในรถ และยังมีพี่สาวของจำเลยที่ 1 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 มีอาชีพขับรถตู้โดยสารและไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.หลายครั้ง และโจทก์ยังมีคนขับรถตู้วินเดียวกับจำเลยที่ 1 เบิกความสนับสนุนด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนแม้จะอ้างว่าถูกข่มขู่ แต่พยานโจทก์ทุกปากเบิกความสอดคล้องกันไม่มีข้อสงสัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตัวเองนั่งรถตู้มาร่วมชุมนุมแต่เข้าไปไม่ได้จึงเดินทางกลับไปที่ จ.ลำปาง จึงชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ไปในที่เกิดเหตุจริง แต่ไม่นำพยานที่อ้างว่าเดินทางไป จ.ลำปาง มาเบิกความยืนยัน ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

ส่วนนายปรีชา จำเลยที่ 2 โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนที่แฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เบิกความว่าพบจำเลยที่ 2 สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า ในที่ชุมนุมและสามารถถ่ายภาพขณะถอดหมวกไว้ได้ ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ 2 รับว่าตัวเองเป็นการ์ด นปช. จริง แต่ในวันเกิดเหตุไปรับจ้างเดินสายไฟให้หน่วยงานราชการที่แจ้งวัฒนะ ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม แต่ไม่นำผู้ว่าจ้างหรือสัญญาจ้างมายืนยันเป็นเพียงคำกล่าวอ้างไม่น่าเชื่อถือ ประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ปฎิเสธกรณีร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ พยานหลักฐานมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 และ นายปรีชา จำเลยที่ 2 ทำผิดตามฟ้อง ร่วมกันพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ หรือชุมชน และมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490 พิพากษาจำคุกคนละ 10 ปี

ส่วนจำเลยที่ 3,4,5 แม้ว่าในชั้นสอบสวนจะให้การรับสารภาพแต่เจ้าหน้าที่มีเพียงบันทึกคำซักถามและคำให้การของผู้ต้องหาเท่านั้น เป็นเพียงพยานบอกเล่าและคำซัดทอด แม้จะมีภาพถ่ายนำชี้ที่เกิดเหตุ แต่ไม่มีประจักษ์พยานเบิกความสนับสนุนจึงมีเหตุให้สงสัย ไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ จึงยกประโยชน์ให้จำเลยที่ 3,4,5 พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ระบุว่า เตรียมยื่นอุทธรณ์ ในส่วนของจำเลยที่ 1 และ 2 เพื่อต่อสู้คดี โดยจะหารือร่วมกับทีมทนายความต่อไป

 

กลับขึ้นด้านบน