สธ.ใช้วาเลนไทน์เป็นวันเริ่มแจก "วิตามินโฟลิก-ธาตุเหล็ก" ส่งเสริมการมีบุตร

สธ.ใช้วาเลนไทน์เป็นวันเริ่มแจก "วิตามินโฟลิก-ธาตุเหล็ก" ส่งเสริมการมีบุตร

สธ.ใช้วาเลนไทน์เป็นวันเริ่มแจก "วิตามินโฟลิก-ธาตุเหล็ก" ส่งเสริมการมีบุตร

รูปข่าว : สธ.ใช้วาเลนไทน์เป็นวันเริ่มแจก "วิตามินโฟลิก-ธาตุเหล็ก" ส่งเสริมการมีบุตร

กระทรวงสาธารณสุขใช้วันวาเลนไทน์ เป็นวันเริ่มแจกวิตามินโฟลิกและธาตุเหล็ก ส่งเสริมให้กับคู่รักที่พร้อมมีบุตร เพื่อลดความเสี่ยงเด็กในครรภ์พิการ ตามโครงการรณรงค์ "ส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามินแสนวิเศษ"

วันนี้ (14 ก.พ.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการรณรงค์ "ส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามินแสนวิเศษ" เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติ ในระยะ 10 ปีนับจากนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีบุตรเพิ่มขึ้น แก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่ขาดความสมดุล เนื่องจากขณะนี้ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ ที่มีวัยแรงงานและวัยเด็กมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากไทยเคยมีการรณรงค์ส่งเสริมนโยบายวางแผนครอบครัว ลดอัตราเพิ่มการเพิ่มประชากร ที่สูงถึงเกือบร้อยละ 3 ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2515-2519 โดยใช้คำขวัญ "ลูกมาก จะยากจน" หลังการรณรงค์ในครั้งนั้น อัตราเพิ่มประชากรของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2557 อัตราการเกิดของคนไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.51 ขณะที่อัตราการเกิดที่เหมาะสมควรอยู่ที่ร้อยละ 2.0 โดยคาดว่า อัตราการเพิ่มประชากรในปี 2568 จะเป็นร้อยละ 0 หรือ ไม่มีการเพิ่มประชากรอีก จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มส่งเสริม "โครงการส่งเสริมสาวไทยแก้มแดงมีลูกเพื่อชาติด้วยวิตามินแสนวิเศษ" ซึ่งจะเป็นการปฏิบัติตาม "นโยบายยุทธศาสตร์การพัฒนา เจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560-2569" ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมีแนวนโยบายเพิ่มจำนวนการเกิด โดยส่งเสริมการเกิดในหญิงอายุ 20-34 ปี ที่มีความพร้อมและตั้งใจที่จะมีครรภ์ 2.การเกิดทุกรายมีความพร้อมมีการวางแผนและได้รับความช่วยเหลือในการมีบุตร 3.ทารกเกิดมาอย่างแข็งแรงพร้อมที่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยส่งเสริมให้ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย ได้รับการดูแลหลังคลอดที่ดี

สำหรับกิจกรรมแรกที่กระทรวงสาธารณสุขจัดขึ้น คือกิจกรรมแจกวิตามิน ธาตุเหล็กและโฟลิก ให้แก่หญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 20-34 ปีทุกคนที่พร้อมจะมีบุตรเพื่อที่จะช่วยลดภาระพิการแต่กำเนิดของทารกลงได้ ซึ่งวันนี้ (14 ก.พ.) จะแจกวิตามินให้แก่คู่รักทุกคู่ที่มาจดทะเบียน และสามารถขอรับได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศแล้ว

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย เรียกร้องขอสวัสดิการรองรับนโยบายมีลูกเพื่อชาติว่า ยุทธศาสตร์ฯ 10 ปีได้กำหนดไว้ชัดเจน คือ การพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อเอื้อให้ครอบครัวพร้อมจะมีบุตร ให้หญิงได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะก่อนสมรส ระยะก่อนตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด รวมทั้งการจัดสวัสดิการในด้านต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งหากสรุปต้องพัฒนาระบบสำคัญ คือ ระบบการทำงาน ปัจจุบันให้สิทธิแม่ลาคลอดได้ 3 เดือนเพื่อเลี้ยงดูลูกโดยได้รับเงินเดือนตามปกติ ล่าสุด สิทธิข้าราชการสามารถลาเพิ่มเติมได้อีก 150 วัน แต่ไม่ได้รับเงินเดือน และพ่อให้สิทธิลาได้ 15 วัน

ส่วนการขยายสิทธิไปยังภาคเอกชน จะมีการหารือกันผ่านคณะกรรมการอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติ ที่มีกรมอนามัยเป็นเลขานุการ และมีหน่วยงานต่างๆ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมด้วย ซึ่งจะมีการประชุมในเดือนเมษายนนี้ นอกจากนี้ อาจมีการพิจารณาระบบการเงินและภาษี ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้จัดโครงการให้เงินช่วยเหลือครอบครัวละ 600 บาทต่อเดือนซึ่งให้ในกลุ่มที่มีรายได้น้อยประมาณปีละ 1 แสนคู่สามีภรรยา รวมทั้งภาษีของไทย เดิมมีการลดหย่อนให้กับครอบครัวที่มีลูก 2 คน ตอนนี้ไม่จำกัดจำนวนคน เป็นต้น

 

กลับขึ้นด้านบน